สื่อนอกมองไทย : Fox Sports Asia เผย 5 สิ่งที่ได้เห็นในเกม ไทย ถล่ม สิงคโปร์ 3-0

2 weeks ago
7,027 reads • 2,039 shares
สื่อนอกมองไทย : Fox Sports Asia เผย 5 สิ่งที่ได้เห็นในเกม ไทย ถล่ม สิงคโปร์ 3-0
โดย:

Fox Sports Asia เผย 5 สิ่งที่ได้เห็นหลังเกมที่ ทีมชาติไทย ถล่ม สิงคโปร์ 3-0 ในศึกซูซูกิ คัพ 2018

หลังเกมที่ ทีมชาติไทย เปิดบ้านชนะ สิงคโปร์ ไป 3-0 ทำให้พวกเขาคว้าแชมป์กลุ่มบี และทะลุเข้าสู่รอบรองชนะเลิศของ ศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 ได้สำเร็จ

ล่าสุด เคลวิน เลิง ได้ออกมาเขียนบทความถึงเกมเมื่อคืนที่ผ่านมาทาง Fox Sports Asia ถึง 5 สิ่งที่เขาเห็นจากเกมในสนามราชมังคลากีฬาสถาน


1. ผู้เล่นชุดนี้ของ มิโลวาน ราเยวัช พิสูจน์ตัวเองได้แล้ว

กลายเป็นที่พูดถึงมากเหลือเกินหลัง มิโลวาน ราเยวัช ประกาศ 23 แข้ง ทีมชาติไทยลุยซูซูกิ คัพ 2018 โดยไม่มีดาวดังอย่าง สารัช อยู่เย็น และ ทริสตอง โด

เฮดโค้ชทีมชาติไทย ต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่า เขาสามารถพาทีมทำผลงานได้อย่างดีด้วยนักเตะที่เป็นหน้าใหม่ที่เขาเป็นคนเลือกเอง โดยไม่ได้ยึดทีมชุด "ยุคทอง" ของ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

ลูกทีมของเขาถูกวิจารณ์อย่างหนักหลังเกมบุกเสมอ ฟิลิปปินส์ แต่เมื่อคืนที่ผ่านมาพวกเขาก็กลับโชว์ผลงานที่ยอดเยี่ยมให้เห็นด้วยการถล่มแชมป์ 4 สมัยอย่าง สิงคโปร์ ไปอย่างขาดลอย

ต้องยอมรับว่านักเตะชุดนี้ทำผลงานได้อย่างโดนใจกับที่ ราเยวัช และคงไม่แปลกหากทีมชุดนี้จะมีชื่อร่วมกับดาวดังในเจลีกอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา, ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ ธีราทร บุญมาทัน ใน เอเชียนคัพ 2019

 

2. ฐิติพันธ์ และ สรรวัชญ์ คุมเกมได้อย่างหมดจด

ทีมที่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องคือ ทีมชาติไทย โดยเฉพาะแดนกลางของพวกเขาที่นำมาโดย สรรวัชญ์ เดชมิตร, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และ ธนบูรณ์ เกษารัตน์

กองกลางทั้ง 3 คน เป็นหัวใจสำคัญของ ทัพช้างศึก ในรายการนี้ แม้ สิงคโปร์ จะเลือกใช้ระบบ 4-4-1-1 แต่พวกเาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ถนัดนัก เพราะพื้นที่การเล่นในแผงมิดฟิลด์ส่วนใหญ่เป็นของไทยทั้งหมด

ทีมเดียวที่มี เลิง มองว่าทำผลงานในรายการนี้ได้ในระดับใกล้เคียงกันนั่นคือ เวียดนาม และคงไม่แปลกหากทั้งสองทีมจะพบกันในนัดชิงชนะเลิศ ซูซูกิ คัพ 2018

 

3. สิงคโปร์ชุดดาวรุ่ง ต้องการเวลาพิสูจน์ตัวมากกว่านี้

การเสีย 2 ประตูในช่วง 23 นาทีแรก แสดงให้เห็นว่า สิงคโปร์ ไม่สามารถรับมือกับเกมรุกที่ใช้การจ่ายบอลคมๆ ของไทยได้เลย

ฟานดี้ อาห์หมัด เฮดโค้ชของสิงคโปร์ เคยกล่าวไว้ว่า ทางเดียวที่จะทำให้ทีมชาติของพวกเขาก้าวไปข้างหน้า คือต้องให้โอกาสกับดาวรุ่งในเวทีระดับชาติ และแม้เกมนี้จะเป็นนัดที่มีเดิมพันสูงว่าจะเข้ารอบหรือไม่ แต่ ฟานดี้ ก็ยังไม่ปิดโอกาสนักเตะชุดพลังหนุ่ม ในการต่อกรกับ ทีมชาติไทย

แบ็กขวาอย่าง ซุลการ์แนน ซุซลิมาน อาจจะต้องเจอค่ำคืนที่อยากลืม เมื่อเคลียร์บอลพลาดไปเข้าทาง ศุภชัย ใจเด็ด ฉกไปยิงประตู 2-0 แต่ผลงานของดาวเตะวัย 20 ปีรายนี้ในรอบหลายเดือนหลัง เขาพิสูจน์ตัวเองได้แล้วว่าพร้อมลงเล่นในเกมระดับนี้ให้ทีมชาติ

 

4. บอลเร็วของไทยทำให้สิงคโปร์ดูช้าไปเลย

ปัญหาใหญ่ของ สิงคโปร์ เกมนี้คือการหยุดการขึ้นเกมทางฝั่งขวา โดยปีกตัวจี๊ดของไทยอย่าง นูรูล ศรียานเก็ม ไม่ได้เลย

แผนของ ราเยวัช ในเกมนี้ ชัดเจนว่าต้องการใช้การไปกับบอลของปีกจาก การท่าเรือ เอฟซี ในการจี้เข้าใส่แนวรับสิงคโปร์ และมันก็ได้ผล

ความคล่องตัวและว่องไวของดาวเตะวัย 26 ปีรายนี้ทำให้ ซุลการ์แนน ซุซลิมาน โดนใบเหลืองตั้งแต่นาทีที่ 8 และหลังจากนั้น นูรูล ก็ปั่นป่วนแนวรับทีมเยือนได้ทุกครั้งที่ได้โอกาส

หาก ทีมชาติไทย จะคว้าแชมป์สมัยที่ 6 ไปครอง เลิง มองว่า ทีมช้างศึกต้องเค้นศักยภาพที่ดีที่สุดจาก นูรูล ซึ่งมีความเร็วแบบหาตัวจับยาก และมีจินตนาการในการโจมตีคู่แข่งออกมาให้ได้

 

5. รูปแบบใหม่ของ ซูซูกิ คัพ ทำให้เกิดการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมทั้ง 2 กลุ่ม

ในช่วงแรกที่ เอเอฟเอฟ ประกาศว่าจะเปลี่ยนรูปแบบการแข่งรอบแบ่งกลุ่มของ ซูซูกิ คัพ 2018 ด้วยการจัดให้ทุกชาติได้เล่นในบ้าน 2 นัด ถือว่ากระแสตอบรับแบ่งออกเป็นทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายแล้วก็ออกมาดีมากๆ

นอกเหนือจาก ติมอร์ เลสเต ที่ต้องแข่งเกมเหย้าที่สนามกลาง (นัดพบกับไทย ต้องเล่นที่ ราชมังคลากีฬาสถาน) ทุกทีมที่เหลือมีแฟนบอลเข้าไปเชียร์กันอย่างเนืองแน่นยามที่ได้เล่นในบ้านตัวเอง และที่ สนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อคืนที่ผ่านมาก็ไม่ต่างกัน

แฟนบอลไทยเข้ามาชมกันถึง 29,716 ที่นั่ง และบรรดากองเชียร์เหล่านี้ก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยข่มขวัญทีมเยือนได้อย่างดีเยี่ยม

แม้ว่า สิงคโปร์ จะตกรอบแบ่งกลุ่มไป แต่ก็ทำผลงานได้ใจคนดูเมื่อได้เล่นในบ้านตัวเอง 2 นัดที่ชนะ อินโดนีเซีย และ ติมอร์ เลสเต เมื่อมีแฟนบอลมากกว่า 48,000 คน เข้าไปให้กำลังใจพวกเขาที่สนามกีฬาแห่งชาติ

รูปแบบการแข่งแบบใหม่ที่ เอเอฟเอฟ ปรับได้อย่างชาญฉลาด น่าจะทำให้ศึก ซูซูกิ คัพ ในปี 2020 เข้าถึงหลายๆ เมืองในแต่ละชาติมากขึ้น และเราสังเกตเห็นได้ชัดว่ามันเวิร์คมากในปีนี้