ไอ้นี่มีของ : 5 เหตุผล "สิโรจน์" ท็อปฟอร์มใน ซูซูกิ คัพ

3 years ago
13,819 reads • 3,553 shares
ไอ้นี่มีของ : 5 เหตุผล "สิโรจน์" ท็อปฟอร์มใน ซูซูกิ คัพ
โดย:

5 เหตุผลที่ สิโรจน์ ฉัตรทอง เล่นดีจนกลายเป็นฮีโร่ของคนไทยทั้งประเทศ จากศึกชิงเจ้าอาเซียน

โดย MaChode

กราฟิกโดย Teengod Beta


ย้อนกลับไปสัก 1 ปีที่แล้ว ชื่อของ สิโรจน์ ฉัตรทอง ถือว่าน้อยคนนักที่จะรู้จัก แต่ ณ เวลานี้ เชื่อว่า หัวหอกร่างยักษ์ ชาวจังหวัดสุรินทร์ คงเข้าไปอยู่ในหัวใจแฟนบอลทุกคนทั่วประเทศเรียบร้อยแล้ว

สิโรจน์ พลิกเส้นทางค้าแข้งจากที่เป็นเพียงนักเตะระดับลีกภูมิภาค และพบอุปสรรคมากมายกว่าจะได้หาเลี้ยงชีพด้วยฟุตบอล ไต่เต้ามาเป็นสตาร์ดังชื่อก้องประเทศอย่างน่าทึ่ง


"ไอ้นี่มีของ"
 ประจำสัปดาห์นี้ ขอพาแฟนบอลไปดูกันว่า 5 เหตุผลอะไรบ้าง ที่ทำให้ "ปีโป้" ทะลุขึ้นมาเป็นฮีโร่ของประเทศชาติ ในศึกชิงเจ้าอาเซียนที่ผ่านมา


1. เล่นได้หลากหลายตำแหน่ง

สิโรจน์ เป็นนักเตะเพียงหนึ่งใน 3 คน ที่ได้ลงสนามครบทั้ง 7 นัดในศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 ร่วมกับ อดิศร พรหมรักษ์ และ ชาริล ชัปปุยส์

ด้วยความที่เคยเล่นเป็นตัวริมเส้นมาก่อน ทำให้ "ปีโป้" ถูก เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เลือกส่งลงเล่นในตำแหน่งอื่นนอกเหนือจากกองหน้าด้วย



โดยเขาได้ลงเป็นปีกซ้ายตัวจริง วันที่ชนะ สิงคโปร์ 1-0 และลงสนามเป็นปีกขวาตัวสำรองแทนที่ ศราวุฒิ มาสุข ในเกมรอบชิงชนะเลิศนัดแรก ที่ออกไปแพ้ อินโดนีเซีย ก่อน 2-1

ทั้ง 2 เกมนั้นที่สิโรจน์ได้ลงเล่นทางด้านกว้าง "โค้ชซิโก้" จัดทีมด้วยระบบ 4-2-3-1 

แต่ว่าบทบาทที่ดาวยิงที่เพิ่งอายุครบ 24 ปีได้ไม่กี่วัน ทำผลงานดีที่สุด คือการยืนกองหน้าคู่ ในระบบ 3-4-1-2 ซึ่งเป็นแท็กติกหลักที่ทีมชาติไทยใช้ในการป้องกันแชมป์อาเซียนครั้งนี้


2. คุ้นเคยดีกับ 3-4-1-2 อยู่แล้ว

ต้องบอกเลยว่า สิโรจน์ ฉัตรทอง คือกองหน้าที่ปรับตัวเข้ากับแท็กติกใหม่ที่ทีมชาติไทยนำมาใช้ในช่วง 2 เดือนหลังง่ายกว่าใครเพื่อน

สาเหตุก็เพราะในศึก ยามาฮ่า ลีก ดิวิชั่น 1 ฤดูกาลที่ผ่านมา ที่เขาพาต้นสังกัดอย่าง อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด คว้ารองแชมป์จนเลื่อนชั้นขึ้นสู่ ไทยลีก 2017 ปีโป้ก็เป็นกองหน้าตัวหลักของ สกอตต์ คูเปอร์ ในระบบ 3-4-1-2 อยู่แล้ว

สิโรจน์ คือกองหน้าตัวเลือกแรกในระบบดังกล่าว ทั้งที่เพิ่งย้ายจากทีมลีกภูมิภาคอย่าง บีซีซี เทโร ไปเล่นให้แค่ปีเดียว โดยผ่านการเล่นกับคู่ขาหลายคน ทั้ง เฟเบียน แบรนดี้, อิวาน คเนเซวิช และ อดิศักดิ์ ศรีกำปัง จึงคุ้นเคยกับแท็กติกนี้ดี จากการเล่นกองหน้าต่างสไตล์กัน
PAC = Pace (การวิ่ง), SHO = Shooting (การยิง)

PHY = Physical (ร่างกาย), PAS = Passing (การผ่านบอล)

DEF = Defence (การป้องกัน), DRI = Dribble (การเลี้ยงบอล)


3. มีคุณสมบัติพร้อมกับการเล่นหน้าคู่

สิโรจน์ มีสรีระที่สูงใหญ่ แต่กลับเป็นนักเตะที่มีความเร็วสูงมาก แถมมีพละกำลังในการสับไกยิงแบบเต็มข้อ จึงถือว่ามีคุณสมบัติเข้ากับการเล่นหัวหอก ในระบบกองหน้าคู่มากๆ

และแท็กติก 3-4-1-2 ทำให้มีพื้นที่ในการวิ่งฉีกออกด้านข้างมากกว่าปักหลักยืนหน้าเดี่ยว ทำให้สไตล์การเล่นที่ชอบกระชากหนีแนวรับคู่แข่งของเขา ยิ่งโดดเด่นขึ้นอีก

ในนัดชิงชนะเลิศกับ อินโดนีเซีย ที่เขาคว้าตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ กองหน้าน้องรักของ บัวขาว บัญชาเมฆ ได้สำแดง "ของ" ที่มีในตัวออกมาอย่างเต็มที่

ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งพล่านไล่บอล, ใช้ร่างกายสูงใหญ่ และความเร็วที่มักถึงบอลก่อนคู่แข่ง ช่วยเรียกฟาวล์ได้ถึง 5 ครั้ง หนึ่งในนั้นเป็นจุดโทษที่ ธีรศิลป์ แดงดา ยิงไม่เข้า รวมถึงโชว์การสับไกยิงอย่างเฉียบคมในประตูที่ 2

ถ้าจะมีจุดที่ "ปีโป้" ยังต้องปรับปรุง ก็คือการตัดสินใจไม่เด็ดขาดอยู่บ้างในหลายๆ ครั้ง เขายังสับไกยิงช้าเกินกว่าที่ควร ทำให้สถิติการทำประตูยังไม่โดดเด่นนัก

โดยฤดูกาลที่ผ่านมา สิโรจน์ ยิงใน ดิวิชั่น 1 แค่ 6 ลูก และประตูใน ซูซูกิ คัพ ก็น่าจะมากกว่านี้ ถ้าเขาไม่พลาดในจังหวะกระชากบอลหลุดเดี่ยวไปดวลตัวต่อตัวกับนายทวารในเกมกับ ฟิลิปปินส์

4. สูงใหญ่กว่ากองหน้าทีมชาติชุดปัจจุบันทุกคน

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เรียกตัว สิโรจน์ ฉัตรทอง มาติดทีมชาติ ก็เพราะทีมช้างศึกไม่มีกองหน้าที่สูงใหญ่ และมีความ "หนา" เท่ากับที่ดาวยิงจากทีมเทพอินทรีมี

การมีสรีระที่แข็งแกร่ง บวกกับความเร็วที่ไม่เป็นรองบรรดาหัวหอกตัวเล็กๆ อย่าง ศราวุฒิ มาสุข, เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ หรือตัวที่เจ็บอยู่อย่าง ธนา ชะนะบุตร ทำให้ "ปีโป้" มีความได้เปรียบ เพราะเบียดกับคู่แข่งได้ดีกว่านั่นเอง

และยังช่วยให้ตัวทำเกมรุกคนสำคัญอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ เล่นได้ง่ายขึ้นเยอะด้วย เมื่อมีเขาช่วยดึงตัวประกบ และใช้ความใหญ่สกรีนพื้นที่ไว้ให้

สิโรจน์ ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ ฮัล์ค หัวหอกร่างยักษ์ทีมชาติบราซิล ซึ่งปัจจุบันไปค้าแข้งในจีนกับ เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี เพราะเป็นกองหน้าตัวใหญ่ ที่มีความเร็วสูง แถมเล่นเป็นปีกได้เหมือนกันอีกต่างหาก


5. มั่นใจขึ้นกว่าตอนคัดบอลโลก



สิโรจน์ ฉัตรทอง ได้ลงสนามให้ทีมชาติไทยในศึก ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก นัดที่พบกับ ญี่ปุ่น, ยูเออี, อิรัก และ ออสเตรเลีย โดยมีแค่เกมพบทีมจิงโจ้เท่านั้น ที่ได้ลงตัวจริง

แต่การเจอกับคู่แข่งที่มาตรฐานสูงระดับต้นๆ ของทวีป ในรายการที่มีความกดดันมากกว่า บวกกับเพิ่งปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมทีมชาติได้ไม่นาน ทำให้ "ปีโป้" เล่นไม่ค่อยออก โดยมีผลงานเด่นแค่การเรียกฟาวล์ และพยายามบังบอลจากคู่แข่งเท่านั้น

แต่พอมาเจอกับคู่แข่งที่มาตรฐานต่ำกว่าทั้งหมดในศึก ซูซูกิ คัพ หัวหอกวัย 24 จึงกล้ากระชาก และสับไกยิงอย่างมั่นใจขึ้น นำไปสู่ผลงานที่ยอดเยี่ยม จนกลายเป็นขวัญใจทีมชาติไทยคนใหม่ในที่สุด



ในปี 2017 ยังไม่มีใครรู้ว่า สิโรจน์ ฉัตรทอง จะยังเป็นตัวหลักในทีมชาติเหมือนเดิมหรือไม่

เมื่อ อดิศักดิ์ ไกรษร กำลังจะหายเจ็บกลับมาทวงเสื้อเบอร์ 9 คืน แถมสถานการณ์เฮดโค้ชก็ยังไม่แน่ไม่นอน

แต่ที่แน่ๆ คือไม่ว่าใครมาเป็นโค้ชต้องจับตามองเขาไว้แน่...

เพราะเขาไม่ใช่กองหน้าโนเนมอีกแล้ว และกำลังเป็นขวัญใจคนทั้งประเทศ โดยมีผลงานยอดเยี่ยมคว้าแชมป์แรกในชีวิตกับทีมชาติการันตี

 

ทีมงาน Balltoro ขอน้อมเกล้า ถวายความอาลัย ส่งเสด็จองค์ภูมินทร์ สู่สวรรคาลัย ท่านจะอยู่ในดวงใจปวงชนชาวไทยตลอดไป  

_____________________

Balltoro ตัวจริงด้านสถิติฟุตบอล ไม่ใช่แค่รู้แต่ต้องลึก จับประเด็นสำคัญ จับแทคติกการเล่น ให้คุณสนุกกับการดูบอลมากกว่าที่เคยเป็น ติดตามความเคลื่อนไหวทั้ง ข่าวบอลไทย ข่าวพรีเมียร์ลีก ลา ลีกา และลีกดังมากมาย