เรือจะทวงจ่าฝูงไหม?? 5 เหตุผลที่ห้ามพลาดดู แมนฯ ซิตี้ บู๊ เชลซี

5 months ago
335 reads • 420 shares
เรือจะทวงจ่าฝูงไหม?? 5 เหตุผลที่ห้ามพลาดดู แมนฯ ซิตี้ บู๊ เชลซี
โดย:

5 เหตุผลที่ห้ามพลาดเกมบิ๊กแมตช์พรีเมียร์ลีกคืนนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบ เชลซี

คู่เอกของพรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์นี้ แน่นอนว่าต้องเป็นเกมใหญ่ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อแชมป์เก่าอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่กำลังลุ้นแชมป์ จะบู๊กับ เชลซี ที่ต้องการทวงอันดับ 4 คืนจาก แมนฯ ยูไนเต็ด

ด้วยชื่อชั้นของทั้งสองทีม แน่นอนว่าการเจอกันของคู่นี้จะต้องน่าติดตามแน่ และ 5 เหตุผลต่อไปนี้ จะยิ่งตอกย้ำว่าแฟนบอลไม่ควรพลาดชมเกมนัดนี้ยิ่งขึ้นไปอีก

 

1. เรือใบต้องชนะสถานเดียว ถึงจะทวงจ่าฝูงคืน

จากการที่ ลิเวอร์พูล เพิ่งคืนฟอร์มเก่ง กลับมาเปิดบ้านถล่ม บอร์นมัธ 3-0 เมื่อคืนนี้ ทำให้ทีมหงส์แดงกลับไปนำจ่าฝูงอีกครั้ง โดยทิ้งทีมเรือใบสีฟ้า 3 แต้มเท่าเดิม ด้วยจำนวนเกมแข่งที่เท่ากัน

ทางเดียวที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะทวงจ่าฝูงคืนอีกครั้ง คือต้องเปิดบ้านชนะ เชลซี ในคืนนี้ให้ได้สถานเดียว เพราะทีมเรือใบสีฟ้ายังคงมีผลต่างประตูได้-เสียที่เหนือกว่า ลิเวอร์พูล อยู่ 4 ลูก

แต่ถ้าหาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า พาทีมคว้า 3 แต้มไม่สำเร็จ คงต้องรออีกนานทีเดียว กว่าจะมีโอกาสขึ้นไปรั้งอันดับ 1 อีกครั้ง

เพราะหลังจบคืนนี้ไป ทีมเรือใบสีฟ้าจะไม่มีโปรแกรมแข่งในลีกอีกนานกว่า 2 สัปดาห์ เพราะจะต้องลงเตะ คาราบาว คัพ นัดชิงชนะเลิศ ในวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ ซึ่งในวันนั้นต่อให้ ลิเวอร์พูล สะดุดในเกมแดงเดือดที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ตำแหน่งจ่าฝูงในวันนั้น ก็จะยังเป็นของทีมหงส์แดงอยู่ดี


2. ผีแดงเชียร์เรือขาดใจแน่!!

บรรดาแฟนผีทุกหมู่เหล่าคงเอาใจช่วย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้เก็บชัยชนะในคืนนี้ให้ได้อย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะเป็นการทำให้คู่ปรับตลอดกาลอย่าง ลิเวอร์พูล เจอความลำบากในการลุ้นแชมป์แล้ว ยังหมายถึงการที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะจบสัปดาห์นี้ ในอันดับ 4 อย่างแน่นอน

ทีมปีศาจแดง เพิ่งกลับสู่พื้นที่ท็อปโฟร์เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เกมนัดเปิดฤดูกาลที่ชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-1 หลังบุกถล่ม ฟูแล่ม 3-0 เมื่อหัวค่ำวันเสาร์ และแน่นอนว่าพวกเขาคงไม่อยากร่วงกลับไปอยู่ที่ 5 ในเวลาห่างกันแค่วันเดียวแน่


3. คู่นี้ไม่เสมอกันเลย ตลอด 9 นัดหลังสุด

9 นัดหลังสุดที่คู่นี้เจอกันรวมทุกรายการ มีผลแพ้ชนะเกิดขึ้นทุกนัด โดย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะไป 5 ครั้ง ส่วน เชลซี ชนะไป 4 หน นั่นหมายความว่าโอกาสที่คู่นี้จะ "รู้ดำรู้แดง" น่าจะมีสูงกว่าออกเสมอ

ครั้งสุดท้ายที่สองทีมนี้เสมอกัน คือพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2014-15 ซึ่งลงเอยด้วยผลเสมอ 1-1 ทั้ง 2 นัด โดยการเจอกันหนล่าสุด เชลซี เปิดบ้านชนะไป 2-0 จากประตูของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และ ดาวิด ลุยซ์

อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลสุดท้ายที่คู่นี้ผลัดกันแพ้ชนะแบบบ้านใครบ้านมัน ต้องย้อนไปไกลถึงซีซั่น 2011-12 ซึ่งต่างผลัดกันเปิดบ้านชนะ 2-1 กันทั้งคู่

 

4. ศึกดวลจอมแอสซิสต์

เอแด็น อาซาร์ คือผู้เล่นที่ทำแอสซิสต์มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ (10 ลูก) แต่ทางด้าน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ไม่น้อยหน้า เพราะปีกตัวจี๊ดทั้ง ลีรอย ซาเน่ และ ราฮีม สเตอร์ลิง ต่างก็จ่ายให้เพื่อนยิงกันไปคนละ 9 ลูกเท่ากัน

คืนนี้จึงเป็นการดวลกันระหว่างปีกชั้นยอดของทั้งสองทีม ว่าใครจะสร้างโอกาสทำประตูให้เพื่อนได้ดีกว่ากัน และยิ่งไปกว่านั้น ทั้ง 3 คนต่างเป็นนักเตะที่ทำประตูได้บ่อยๆ จึงถือว่ามีโอกาสสูงที่คนใดคนหนึ่งใน 3 คนนี้จะยิงประตูในคืนนี้ได้ด้วย

 

5. กุนซือสองฝั่ง จะแก้หมากกันมาแบบไหน

การเจอกันยกแรกในฤดูกาลนี้ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ซึ่ง เชลซี ชนะไป 2-0 เกมนั้นสิงห์บลูส์ของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ เอาชนะไปด้วยเกมรับที่เหนียวแน่นกว่า บวกกับวันนั้น เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องอดใช้งานตัวหลักทั้ง เซร์คิโอ อเกวโร่, เควิน เดอ บรอยน์ และ เบนฌาแม็ง เมนดี้ จนทำให้กุนซือเรือใบสีฟ้าวางแผนรับมือได้ลำบาก

แท็กติกของ ซาร์รี่ เริ่มถูกคู่แข่งจับทางได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลัง เพราะไม่ยอมเปลี่ยนระบบจาก 4-3-3 เป็นแผนอื่น และยังคงเน้นการขึ้นเกมโดย จอร์จินโญ่ จากแดนกลาง ทำให้เมื่อคู่ต่อสู้ใช้วิธีเพรสซิ่งสูงใส่กองกลางทีมชาติอิตาลี ก็ทำให้ เชลซี ตั้งเกมลำบากทุกครั้ง

จึงน่าจับตาดูว่า กุนซือชาวอิตาเลียน จะยังคงยึดมั่นในแท็กติกของตัวเองในการเจอกับทีมสุดแกร่งอย่าง แมนฯ ซิตี้ ต่อหรือไม่ หลังจากเกมเยือน 3 นัดหลังสุด ที่เสียท่าต่อ สเปอร์ส, อาร์เซน่อล และ บอร์นมัธ พวกเขาโดนคู่แข่งใช้วิธีบีบเร็ว และฉวยโอกาสโจมตีเร็วทั้งหมด



ในขณะที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ถือว่าตรงกันข้ามกับ ซาร์รี่ เพราะโรเตชั่นนักเตะแทบทุกนัดในช่วงหลัง จนคู่แข่งจับทางได้ยาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผน 3-2-4-1 ที่ใช้ในวันชนะ อาร์เซน่อล 3-1 ถือว่าเหนือความคาดหมายสุดๆ เพราะใช้กองหลังอาชีพลงตัวจริงเพียง 3 คน วางกองกลางตัวโฮลด์บอล 2 คนอยู่หลังตัวทำเกมรุกอีก 4 คน แล้วมี เซร์คิโอ อเกวโร่ รอจบสกอร์เพียงคนเดียว

แต่ในเกมล่าสุดที่บุกชนะ เอฟเวอร์ตัน 2-0 กุนซือชาวกาตาลันกลับมาใช้หมาก 4-3-3 ตามปกติอีกครั้ง ทำให้แท็กติกที่ เป๊ป จะใช้รับมือ เชลซี เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ ว่าจะใช้แบบไหน และได้ผลดีขนาดไหน

 

นี่คือเกมสำคัญสุดๆ นัดหนึ่งของฤดูกาล ที่มีผลกับทั้งการลุ้นแชมป์ และพื้นที่ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เพราะฉะนั้น ขอย้ำอีกครั้งว่าแฟนบอลต้องห้ามพลาดเด็ดขาด!!