สื่อนอกมองไทย : พอล เมอร์ฟี่ ชี้ 3 จุดสำคัญ หลังไทยเข้ารอบ 16 ทีม เอเชียน คัพ

1 month ago
12,278 reads • 7,204 shares
สื่อนอกมองไทย : พอล เมอร์ฟี่ ชี้ 3 จุดสำคัญ หลังไทยเข้ารอบ 16 ทีม เอเชียน คัพ
โดย:

พอล เมอร์ฟี่ กูรูชาวสกอตแลนด์ที่เกาะติดวงการบอลไทย ออกมาชี้ 3 ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับทีมชาติไทย หลังเข้ารอบน็อกเอาต์ เอเชียน คัพ 2019

จากการที่ ทีมชาติไทย สร้างผลงานสุดประทับใจด้วยการเสมอกับ ยูเออี 1-1 ในนัดสุดท้ายของศึก เอเชียน คัพ 2019 กลุ่ม A ทำให้ พอล เมอร์ฟี่ กูรูฟุตบอลชาวสกอตแลนด์ซึ่งเกาะติดวงการบอลไทยมานานกว่า 10 ปี ได้ออกมาเขียนบทความวิเคราะห์ทีมช้างศึก ก่อนที่จะสู้ศึกชิงแชมป์ทวีปในรอบ 16 ทีมต่อไป

การพลิกสถานการณ์ผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ของไทย ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการที่เราออกสตาร์ทเกมแรกด้วยความพ่ายแพ้ย่อยยับต่อ อินเดีย ซึ่งฟอร์มการเล่นในครึ่งหลังของเกมนั้นถือว่าย่ำแย่ที่สุดนัดหนึ่งในประวัติศาสตร์บอลไทยเลยก็ว่าได้ และนำไปสู่การโดนปลดกลางอากาศของกุนซือ มิโลวาน ราเยวัช 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า "โค้ชโต่ย" ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย จะได้ฉลองจากการพาทีมคว้าแต้มสำคัญจากทีมเจ้าภาพ แต่ เมอร์ฟี่ เน้นย้ำว่า จริงๆ แล้ว การที่ ทีมชาติไทย คว้ารองแชมป์กลุ่มตามหลัง ยูเออี คือเรื่องที่ถูกคาดหมายไว้อยู่แล้ว เพราะเขามองว่ากลุ่มของเราคือสายที่อ่อน

นอกจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แล้ว คู่แข่งอีก 2 ทีมทั้ง บาห์เรน และ อินเดีย ต่างไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของศึก คัดบอลโลก 2018 โซนเอเชีย เหมือนที่ทีมชาติไทยทำได้ ซึ่งการผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายศึก เอเชียน คัพ ครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทีมช้างศึก ในการรักษาสถานะทีมที่มาตรฐานสูงกว่า 2 ทีมดังกล่าวในเอเชีย

และนี่คือ 3 ประเด็นสำคัญที่ เมอร์ฟี่ ตีแผ่หลังจบเกมที่ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ได้ส้มหล่นยิงประตูสำคัญพาไทยคว้าตั๋วรอบน็อกเอาต์ไปรอพบ เกาหลีใต้ หรือ จีน ในรอบหน้า

 

1. "ชนาคุง" คือสุดยอดแข้งไทยตัวจริง


ชนาธิป สรงกระสินธ์ คือนักเตะที่ฝีเท้ายอดเยี่ยมที่สุด ณ ตอนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย และอาจจะเก่งที่สุดเท่าที่ทีมชาติไทยเคยมีมาก็เป็นได้ ซึ่งในทัวร์นาเมนต์นี้ "เมสซี่เจ" ได้แสดงให้เห็นว่ายิ่งเจองานยากขึ้น เขายิ่งเค้นศักยภาพที่มีในตัวออกมามากกว่าเดิม

เมื่อสัปดาห์ก่อน ชนาธิป โชว์ฟอร์มโดดเด่นในเกมที่ชนะ บาห์เรน 1-0 โดบเป็นคนซัดประตูชัยของเกม ขณะที่นัดที่พบ ยูเออี ก็ทำผลงานได้ไร้ที่ติ ซึ่งจังหวะชิพบอลโจมตีใส่แนวรับของ ยูเออี ของเขา คือจุดเริ่มต้นของประตูตีเสมอของทีมช้างศึก

สภาพร่างกายของเพลย์เมกเกอร์จาก คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ในตอนนี้ แตกต่างจากเมื่อ 3-4 ปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด โดย 4 ปีก่อนเขามักจะทำได้ดีในช่วง 70 นาทีแรก ก่อนจะหมดแรงและมักถูกเปลี่ยนตัวออกบ่อยๆ

ทว่าตอนนี้ ดาวเตะร่างจิ๋ววัย 25 ปีมีพลังการเล่นที่พัฒนาขึ้นอย่างเหลือเชื่อ เขาสามารถวิ่งพล่านไปทั่วสนามได้ สามารถพาบอลป่วนคู่แข่ง ตะลุยขึ้นหน้า และยังคงโชว์การผ่านบอลระดับสุดยอดให้เห็นหลายๆ ครั้ง

ถ้าหาก ทีมชาติไทย จอดป้ายเพียงรอบ 16 ทีมสุดท้าย อาจหมายถึงการที่ทีมช้างศึกไปได้ไม่ไกลกว่าที่หวังเอาไว้ แต่ว่า 2 นัดที่ผ่านมากับ บาห์เรน และ ยูเออี ได้พิสูจน์แล้วว่า ชนาธิป ไม่ใช่เพลย์เมกเกอร์ที่ทักษะเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังคงมีความเป็นผู้นำทีม และมีความกระหายชัยชนะแบบสุดๆ ด้วย

เมอร์ฟี่ มองว่า ชนาธิป สรงกระสินธ์ ในตอนนี้ ได้พัฒนามาไกลยิ่งกว่าที่ผู้คนคาดไว้จากเมื่อไม่กี่ปีก่อนแล้ว

 

2. เจอ จีน ผ่านง่ายกว่า เกาหลีใต้

ไม่ว่า ทีมชาติไทย จะต้องพบกับใครในรอบ 16 ทีมสุดท้าย (ไม่ จีน ก็ เกาหลีใต้) ทีมช้างศึกจะถูกมองว่าเป็นทีมรองอย่างแน่นอน ซึ่งการตัดสินใจที่จะเน้นความรัดกุม มากกว่าโจมตีคู่แข่งในครึ่งหลังของเกมกับ ยูเออี คือแผนที่เข้าใจได้ แต่นั่นหมายถึงการที่เราจะพบกับงานที่หนักขึ้นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วย

แน่นอนว่าทีมช้างศึกคงอยากจะพบกับ ทีมชาติจีน ที่ผลงานขึ้นๆ ลงๆ มากกว่าจะพบกับทีมที่มาตรฐานสูงมาตลอดอย่าง เกาหลีใต้ ซึ่งถ้าเราจะพบกับทีมแดนมังกรได้ ต้องลุ้นให้ เกาหลีใต้ ชนะ จีน ในวันพุธสถานเดียวเท่านั้น

เกาหลีใต้ เริ่มต้นทัวร์นาเมนต์นี้แบบเอื่อยเฉื่อย โดยชนะคู่แข่งด้วยสกอร์แค่ 1-0 ทั้งนัดเจอ ฟิลิปปินส์ และ คีร์กีซสถาน ขณะที่ ทีมชาติจีน ก็ชนะ 2 นัดรวดเหมือนกัน แต่นำจ่าฝูงของกลุ่ม C ด้วยผลต่างประตูได้-เสียดีกว่า 2 ลูก

จากการที่ หวู เหล่ย ดาวดังอันดับหนึ่งของทีมชาติจีนมีอาการบาดเจ็บที่ไม่น่าจะหายทันลงเล่นรอบน็อกเอาต์ ขณะที่ เกาหลีใต้ จะได้ตัว ซน ฮึง-มิน ดาวยิงคนดังจาก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กลับมาช่วยทีม นั่นยิ่งหมายความว่าไทยมีโอกาสดีที่จะผ่านเข้ารอบ 8 ทีมมากกว่า หากได้เจอกับจีน

ถ้า ไทย ชนะ จีน ได้อาจเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ แต่แน่นอนว่าถ้าผ่าน เกาหลีใต้ ได้คือเรื่องที่ไม่มีคนคาดคิดยิ่งกว่า 

นักเตะและโค้ชจะต้องพยายามพูดว่าพวกเขาไม่กลัวใครแล้วในรอบน็อกเอาต์อยู่เสมอ แต่แน่นอนว่าถ้าหากทีมชาติไทยอยากจะไปไกลที่สุด การหลีกเลี่ยงการเจอทีมที่เอาชนะ เยอรมนี ในศึกฟุตบอลโลก 2018 ได้ น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า

 

3. "โค้ชโต่ย" คือคนที่เหมาะคุมช้างศึกที่สุด

ผลงานของทีมชาติไทยภายใต้การคุมทีมของเฮดโค้ชชาวต่างชาติที่ดีที่สุด น่าจะเป็นช่วงที่ ปีเตอร์ วิธ กุนซือชาวอังกฤษคุมทีมระหว่างปี 1998-2003 และเขาคือโค้ชอิมพอร์ทเพียงคนเดียว ที่สามารถเค้นศักยภาพที่ดีที่สุดจากนักเตะไทยออกมาได้

หลังจากที่นักเตะหมดศรัทธากับ มิโลวาน ราเยวัช แน่นอนว่าคนไทยคงคิดหนักอีกเยอะ ถ้าสมาคมฟุตบอลจะยังพยายามทาบทามกุนซือชาวต่างชาติเข้ามาทำทีมอีก

การคุมทัพนักเตะไทย ชัดเจนว่าคุณต้องมีความเข้าใจวัฒนธรรม และทัศนคติของผู้เล่นเป็นอย่างดี แต่การทำงานจริงๆ ก็ยังมีอะไรต้องทำมากกว่านั้น ซึ่งหลังฉากที่เราเห็น ยังมีเรื่องของการต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคนภายในด้วย

ซึ่งปัจจัยหลักที่ต้องคำนึงถึงก็คือต้องไม่ให้แฟนบอลผิดหวังกับการแต่งตั้ง "คนที่ไม่ใช่" มาคุมทีมชาติไทยอีก

ทริสตอง โด เคยให้สัมภาษณ์กับ Fox Sports เอาไว้ว่า ราเยวัช ทำให้ความสนุกในการซ้อมหายไป ซึ่งถือเป็นความคิดเห็นที่น่าสนใจจากคนที่เติบโตมาในประเทศฝรั่งเศส แต่แสดงให้เห็นถึงคาแรกเตอร์นักเตะไทยอย่างชัดเจน ซึ่งต้องการความสนุก บรรยากาศในทีมต้องยอดเยี่ยม และเมื่อนั้น นักเตะถึงจะตอบสนองออกมาได้ดี  

ด้วยเหตุผลนี้ พอล เมอร์ฟี่ จึงชี้ว่าไม่มีประโยชน์ที่ไทยจะวนลูปกับการตามหา ราเยวัช หรือ ปีเตอร์ รีด หรือแม้แต่ วินฟรีด เชเฟอร์ คนต่อไป

ความสำเร็จของทีมช้างศึกในยุคของ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง สร้างขึ้นจากความสัมพันธ์ที่ดีกับนักเตะในทีม และในการทำงานที่มีเวลาร่วมกับนักเตะจำกัดและต้องทำผลงานให้ดี การไว้วางใจโค้ชที่ไม่ต้องเสียเวลาทำความเข้าใจวัฒนธรรมใหม่ๆ น่าจะทำให้ผลงานออกมาดีได้ง่ายกว่า

ถ้าหาก "โค้ชโต่ย" ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ยังสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้ดี โดยยังคงได้รับความเคารพจากนักเตะ เขานี่แหละคือตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว ที่จะเหมาะเป็นแม่ทัพช้างศึกคนต่อไปอย่างเป็นทางการ