วันนี้ เมื่อปีที่แล้ว กับจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของทีมชาติไทย

3 years ago
1,580 reads • 0 shares
วันนี้ เมื่อปีที่แล้ว กับจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของทีมชาติไทย
โดย:

ผ่านมาแล้ว 1 ปีสำหรับเกมที่ทำให้การจราจรบนท้องถนนทั้งประเทศไทยโล่งผิดปกติ ซึ่งนานมากแล้วสำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว วันนี้ เราจะมาย้อนอดีตกันว่าเกิดอะไรขึ้นกันบ้าง

วันนั้น ทุกคน ต่างเฝ้ารอคอยศึกฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศ รายการ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 เกมที่ 2 ระหว่าง "เสือเหลือง" ทีมชาติมาเลเซีย พบกับ "ช้างศึก" ทีมชาติไทย ที่เกมแรก เป็นขุนศึกแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา เอาชนะได้ก่อน 2:0

 

โดยเกมที่ 2 จะยกพลไปเยือนถิ่น เสือเหลืองบ้าง ณ สนาม บูกิต จาลิล ที่แฟนบอลเข้ามาชมเกมอุ่นหนาฝาคลั่งเหยียบเรือนแสน ที่หวังจะกลับมาเอาชนะในเกมนี้และกดดัน เราให้เล่นเกมได้ไม่ถนัดที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของไทย ที่ไปเยือนมาเลย์ หนดังกล่าวก็คือประตูเดียว ก็จะแชมป์ทันที

 

เริ่มเกมมาได้ไม่ทันไร สิ่งที่คนไทย หวาดกลัวที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อต้องมาเสียจุดโทษ แบบงงกันทั้งบางกอก และแดนสยาม และก็เป็น ซาฟิค ราฮิม กองกลางตัวเก่งของทัพเสือเหลือง สังหารเข้าไปไม่ยากเย็น ทำให้ มาเลเซีย นำ ไทย 1:0 ไล่มาเป็น 1:2 จากนั้น เหมือนแข้งไทย เริ่มตาสว่างมาทันที ก็เปิดเกมแลกหมัดเข้าใส่เจ้าบ้านทันที แต่ยังไม่คมพอ

 

ซ้ำร้ายกว่านั้น ท้ายครึ่งแรก มาเลเซีย ก็มาได้ประตูที่ 2 จนได้ จากลูกครอสจากกราบขวา และก็เป็น อินทรา บุตร้า มาฮะยุดดิน ที่โหม่ง เบียดเสาแรกไป ทำให้ มาเลเซีย นำ ไทย 2:0 จนหมดครึ่งแรก ผลรวมเสมอเท่ากันที่ 2:2 กลับมาเกมในระดับเท่ากันๆ แล้ว

 

เริ่มเกมในครึ่งหลัง เกมก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลย เคราะห์ซ้ำกรรมซัดขนานใหญ่อีกครั้ง เมื่อ มาเลเซีย มาได้ประตูที่ 3 ตั้งแต่ต้นครึ่งหลัง จาก ซาฟิค ราฮิม คนเดิม ที่กดฟรีคิกนอกกรอเขตโทษ ชนิด กวินทร์ พุ่งไปไม่ถึง ทำให้ผลสกอร์ เป็น มาเลเซีย หนี ไทย เป็น 3:0 ผลรวมเป็น 3:2 โอกาสแชมป์ของเจ้าบ้านเริ่มมาให้เห็นลางๆ แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ปาฏิหารย์ก็เกิดขึ้นกับทัพช้างศึก จนได้ หลังจากที่ก้มหน้าก้มตาเล่นกันอย่างไม่ลดละ เมื่อ ไทย มาได้จังหวะฟรีคิก บริเวณหัวกะโหลก สารัช อยู่เย็น กดบอลพุ่งข้ามกำแพง แต่ ฟาริซาล มาริอาส ปัดออกมา

 

และก็เป็นแข้งที่สาวๆ รุมกรี๊ดกร๊าด อย่าง ชาริล ชัปปุยส์ สวมบทพระเอกขี่ม้าขาว ตวัดยิงสวนตัวนายทวารมาเลย์เข้าไปไม่เหลือซาก ทำให้ ไทย ตามมาเป็น 1:3 ซึ่งเป็นสกอร์ที่เราต้องการที่สุด ณ เวลานี้ เพราะผลรวมเป็น 3:3 และจะเป็นแชมป์ทันที ด้วยกฎอะเวย์โกล 

 

หลังจากนั้น เหมือน มาเลเซีย ต้องเปิดเกมเพื่อยิงเบิ้ลอีกประตู แต่กลับเป็นการเปิดหน้าให้ ไทย สวนกลับอีกครั้ง จาก ศราวุฒ มาสุข บอลไหลมาให้ อดิศักดิ์ ไกรษร เกี่ยวบอลมาได้ และไหลมาให้กับ "เมสซี่เจ" ชนาธิป สรงกระสินธ์ ตะบันเต็มข้อล่อเต็มแข้งด้วยซ้ายข้างถนัด บอลพุ่งตุงตาข่ายไปอย่างสุดเฉียบ ทำให้ ไทย ตามมาเป็น 2:3 ผลรวมเป็น ไทย พลิกขึ้นนำ 4:3 แถมเป็นการดับความหวังแฟนบอลเจ้าบ้านไปในบัดดลทันที 

 

และแล้วเสียงนกหวีดก็ดังขึ้น พร้อมเสียงโห่ร้องยินดีจากแฟนบอลไทยที่ตามมาเชียร์ถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประมาณ 5,000 ชีวิต ทีมชาติไทย คว้าแชมป์ เอเอฟเอ ซูซูกิ คัพ 2014 ไปครอง ชนิดสะใจแฟนบอลทั้งประเทศ ปิดฉาก 12 ปีที่รอคอยกับการกลับมาเป็นจ้าวอาเซียนอีกครั้งของทัพ "ช้างศึก" ดังกล่าว ด้วย พร้อมด้วยวลีเด็ดของฮีโร อย่าง เมสซี่เจ ที่ว่า "ทำไงได้ เราอยู่ในถ้ำเสือ เราก็ต้องสู้ เพราะเป็นช้าง"

 

จากเกมดังกล่าว จึงเป็นปฐมบทของความยิง่ใหญ่ของทีมชาติไทย ในยุคใหม่ ที่นำทัพโดยฮีโรตลอดกาล ที่ทุกคนยังรักเขาเสมอมา นามว่า "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ท้ายสุดนี้ ถนนสู่ระดับเอเชีย จะไปได้ไกลแค่ไหน แฟนบอลก็ร่วมส่งแรงใจและเเรงเชียร์ให้มากๆ ละกัน ตามคำที่ว่า "บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยในสายเลือด"