Fact หลังเกม : 5 เรื่องดีที่ได้เห็นแม้ ทีมชาติไทย แพ้ อุรุกวัย 0-4

4 weeks ago
1,279 reads • 563 shares
Fact หลังเกม : 5 เรื่องดีที่ได้เห็นแม้ ทีมชาติไทย แพ้ อุรุกวัย 0-4
โดย:

5 จุดดีที่ต้องพูดถึง ทีมชาติไทย แม้จะแพ้ อุรุกวัย ขาดลอย 0-4 ในศึกไชน่า คัพ 2019

จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับฟุตบอลสี่เส้าที่ประเทศจีนอย่าง ศึกไชน่า คัพ 2019 โดยรอบชิงชนะเลิศแม้ ทีมชาติไทย จะแพ้ อุรุกวัย 0-4 แต่ต้องยอมรับว่านี่คือประสบการณ์อันล้ำค่าเหลือเกิน

ทัพช้างศึก ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่ชนะ จีน 1-0 ในรอบก่อนหน้านี้ และสู้กับยอดทีมบอร์ 7 ของโลกได้อย่างดีเหมือนกันในเกมเมื่อคืน

และนี่คือ 5 จุดดีที่เราได้เห็นกันกับ ทัพช้างศึก ชุดบุกแดนมังกร!!

 

หายห่วงเรื่องผู้รักษาประตู

นี่คือเรื่องแรกๆ ที่แฟนบอลไทยดูจะเป็นห่วงมากที่สุดเมื่อไม่มี กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ หลังได้รับบาดเจ็บมาจนไม่สามารถช่วยทีมได้สักพักใหญ่แล้ว (เพิ่งหายไม่นาน)

แต่แล้วก็เหมือนสถานการณ์สร้างวีรบุรุษเมื่อ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่โชว์ฟอร์มเหนียบหนึบกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็ได้รับโอกาสมาตั้งแต่เอเชียน คัพ 2019 ยาวมาจนถึง ไชน่า คัพ 2019

ในเกมเมื่อคืนแม้ ช้างศึก จะโดนถลุงไปถึง 4 เม็ด แต่หากใครได้ดูเกม “เจ้าแชมป์” ก็ออกแรงเซฟไปไม่น้อยเหมือนกัน

ด้วยจุดเด่นเรื่องการยืนตำแหน่ง และประบการณ์สูงเหลือเกินนี่แหละคืออีกทางเลือกหนึ่งของนายทวารทีมชาติไทย

แม้จะอายุ 34 ปีเข้าไปแล้วแต่หากฟอร์มแบบนี้บางทีรายการต่อไปโค้ชคงปวดหัวแล้วว่าจะเอาใครไปเป็นมือหนึ่ง

 

ให้โอกาสแข้งหน้าใหม่

หลังจากเมื่อคืนนี้สกอร์เริ่มขาด “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ก็เริ่มมีการเปลี่ยนตัวให้แข้งใหม่ได้ประเดิมสนามทีมชาติชุดใหญ่ทีละคน

ไม่ว่าจะเป็น พิชา อุทรา, ศนุกรานต์ ถิ่นจอม หรือแข้งที่กลับมาติดทีมอีกครั้งอย่าง เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ เพื่อให้ได้รับประสบการณ์กับยอดแข้งระดับโลก

รวมทั้ง ศิวกรณ์ เตียตระกูล ที่ได้ลงเล่นในเกมชนะ จีน 1-0 แต่ที่น่าเสียดายสุดๆ คือ จิตปัญญา ทิสุด แข้งหน้าใหม่คนเดียวที่ยังไม่ได้ลงสนามสักที

และที่น่าพูดถึงสุดๆ คือ นัสตพล มาลาพันธ์ กับ สารัช อยู่เย็น ที่กลับมายึดตัวจริงในทีมชาติได้อบบเซอร์ไพร์ส

ชัดเจนเลยว่าการเลิกเปิดโอกาสแบบนี้ แสดงให้เห็นแล้วว่า ทัพช้างศึก ตอนนี้หากใครฟอร์มดีก็มีสิทธิ์รับใช้ชาติเหมือนกัน

และแน่นอนว่านี่คือจุุดดีจริงๆ ที่ทำให้ทีมของเรามีตัวเลือกมากขึ้นในหลายๆ ตำแหน่งด้วย

 

ระบบที่ลงตัว

3-4-1-2 หรือ 3-4-2-1 กลายเป็นแผนการเล่นที่ดูจะเข้าท่ากับ ทีมชาติไทย ชุดนี้เหลือเกิน หลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเฉาพะในการเจอทีมที่แกร่งกว่า

ย้อนกลับไปในเอเชียน คัพ “โค้ชโต่ย” เลือกใช้หน้าคู่ แต่กลับกันเมื่อตัวเลือกแดนหน้าน้อยเหลือเกินในไชน่า คัพ ก็ปรับมาให้ อดิศักดิ์ ไกรษร เป็นหน้าเป้าตัวเดียวแทน

แน่นอนว่าการเจอยอดทีมอย่าง อุรุกวัย เกมรับแน่นๆ คือจุดที่สำคัญที่สุดซึ่งการเลือกใช้ 3 เซนเตอร์ โดยมีวิงแบ็กมาช่วยอีกทีหนึ่ง ก็ดูจะเวิร์คเหมือนกัน

อย่างไรก็ตามจาก 4 ประตูที่เสียไปก็มาจากข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นซึ่งนี่น่าจะเป็นจุดที่ต้องเร่งแก้ไขก่อนจะลุยคัดบอลโลก

แต่อย่างน้อยการได้ระบบที่เข้ากับทีม บวกกับการเล่นบอลกับพื้นที่กลับมาอีกครั้ง ตอนนี้ก็ดูจะเป็นจุดดีที่แฟนบอลคงได้ยิ้มตามกันแล้ว

 

ประสบการณ์ที่หาไม่ได้

และนี่คือจุดที่ ทีมชาติไทย ไม่มีทางหาได้ง่ายๆ แน่ๆ นั่นคือประสบการณ์สุดล้ำค่าที่ได้ดวลกับนักเตะระดับโลก

จริงอยู่ที่ 2 ยอดดาวยิงอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ และ เอดิสัน คาวานี่ ไม่ได้ติดทีมชุดนี้มาด้วยจากอาการบาดเจ็บ แต่ต้องไม่ลืมว่า อุรุกวัย ชุดนี้คือชุดที่ดีที่สุด มีนักเตะชุดลุยบอลโลก 2018 อยู่เกือบ 20 คน

ไม่ว่าจะเป็น ดีเอโก้ โกดิน, ลูคัส ตอร์เรยร่า,คริสเตียน สตูอานี่, มาร์ติน กาเซเรส หรือ เฟร์นานโด มุสเรล่า ก็ติดทีมมาลุยแดนมังกรทั้งหมด

ครั้งล่าสุดที่เราได้ดวลกับทีมที่มีอันดับแรงกิ้งห่างมากขนาดนี้ต้องย้อนไปถึง 12 ปีเต็มๆ ซึ่งการได้ดวลทีมอันดับ 7 ของโลก และเป็นอดีตแชมป์โลก 2 สมัยแค่นี้ก็น่าจะพอรู้แล้วว่ากำไรแค่ไหน

และนี่แหละคือจุดเริ่มต้นที่ดีของ ทีมชาติไทย หากต้องการที่จะพัฒนาให้ไปสู้กับยักษ์ใหญ่ในเอเชียข้างหน้าให้ได้

 

เจเจ๋งจริง แต่ต้องมีตัวช่วย

หากใครได้ดูเกมเมื่อคืนนี้ต้องยอมรับเลยว่าตลอด 90 นาที ไทยมีโอกาสทำเกมรุกไปกดดัน อุรุกวัย น้อยเหลือเกิน

แต่หนึ่งในนักเตะที่ดูโดดเด่นกว่าเพื่อนคงต้องยกให้ ชนาธิป สรงกระสินธ์ เพลย์เมคเกอร์ร่างจิ๋วที่มีจังหวะลากเลื้อยบอลสวยๆ, เรียกฟาล์วได้หลายครั้งเหลือเกิน

และสร้างโอกาสให้ทีมได้บ่อยๆ จนเกือบจะทำแอสซิสต์ได้ในช่วงท้ายเกมที่จ่ายให้ พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี ยิงชนเสาแบบหวุดหวิด

ย้อนกลับไปในนัดเจอจีน ชนาคุง ก็เป็นคนที่โดดเด่นเหลือเกินจนทำเอาแนวรับเจ้าถิ่นหัวปั่นไปหมด

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเมื่อ เมสซี่เจ คลาสบอลไปไกลกว่าคนอื่นมากไปก็ทำให้เพื่อนร่วมทีมตามไม่ค่อยทันนัก

ซึ่งนี่คือจุดสำคัญสุดๆ เพราะเขาเองก็ต้องการตัวสนับสนุนเกมรุกเช่นกัน ชัดเจนเลยว่าการเจออุรุกวัย เมื่อเขาต้องเล่นเกมรุกอยู่คนเดียวท้ายที่สุดก็ต้องเสียบอล

กลับกันหากเพื่อนร่วมทีมคอยขึ้นไปช่วยซัพพอร์ตได้มากกว่านี้บอกเลย ทีมชาติไทย จะพัฒนาไปไกลกว่านี้แน่

 

ทีมชาติไทย อาจจะแพ้ อุรุกวัย 0-4 แต่อย่างน้อยเราก็ได้ประสบการณ์ชั้นเยี่ยม และจุดบกพร่องมาเพียบก่อนจะกลับไปแก้ไขกันอีกครั้งเพื่อเตรียมลุยรายการต่อไปอย่าง คิงส์ คัพ และคัดบอลโลก

ด้วยศักยภาพของทีมชุดนี้ บวกกับใจสู้ที่ไม่ยอมแพ้ใครทั้งนั้น บอกเลยศรัทธาบอลไทยกำลังกลับมาอีกครั้ง...

 

 

inbizth รับทำเว็บ e-commerce