Fact หลังเกม : 5 จุดตัดสิน พาปืนใหญ่ดับห้าวผีแดง 2-0 ยึดที่ 4 พรีเมียร์

5 months ago
2,998 reads • 2,922 shares
Fact หลังเกม : 5 จุดตัดสิน พาปืนใหญ่ดับห้าวผีแดง 2-0 ยึดที่ 4 พรีเมียร์
โดย:

5 จุดตัดสินผลการแข่งขัน เกมบิ๊กแมตช์พรีเมียร์ลีก ที่ อาร์เซน่อล ชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-0

อาร์เซน่อล แสดงให้เห็นถึงความเป็นทีมที่เล่นในบ้านได้อย่างสุดยอดอีกครั้ง ด้วยการทำสถิติชนะเกมเหย้าในพรีเมียร์ลีก 9 นัดติดต่อกัน หลังจากจัดการเปิดบ้านอัด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-0 ทำให้ทีมปีศาจแดง ต้องแพ้ในลีกเป็นครั้งแรก ภายใต้การทำทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์

อย่างไรก็ตาม หากใครได้ชมเกมเมื่อคืนนี้ คงจะเห็นได้ว่า ทั้งสองทีมสู้กันอย่างสูสีสุดๆ และทีมปืนใหญ่เป็นฝ่ายคว้า 3 แต้มไป ด้วย "จังหวะของฟุตบอล" และเล่นกันแบบไม่มีข้อผิดพลาด ไม่ใช่ว่าผีแดงเล่นได้หลุดฟอร์มน่าเกลียดแต่อย่างใด

หากจะให้วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ อาร์เซน่อล เป็นฝ่ายมีชัยอย่างสวยงาม นี่คือ 5 ปัจจัยสำคัญ ที่เป็นตัวตัดสินเกมที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เมื่อคืนนี้...

 

1. "พี่ตู้" ยิงยังไงก็ไม่เข้า

โรเมลู ลูกากู ที่ช่วงหลังฟอร์มถล่มประตูกำลังเข้าฝัก จนกลบเสียงเย้ยหยันที่แฟนบอลล้อเขาว่าเป็น "ตู้เย็น" น่าจะทำแฮตทริกได้ในเกมนี้ด้วยซ้ำ หากมีความเฉียบคม หรือว่าจังหวะเป็นใจกว่านี้

ดาวยิงทีมชาติเบลเยียม พลาดโอกาสทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 9 อย่างเหลือเชื่อ เมื่อแปลูกครอสจากซ้ายของ ลุค ชอว์ จ่อๆ หน้าประตูไปชนคาน

นอกจากนั้นแล้ว ลูกากู ยังพลาดทำสกอร์ในจังหวะหลุดเดี่ยวถึง 2 หนในเกมนี้ เมื่อโดน แบร์นด์ เลโน่ นายด่านมือหนึ่งของ อาร์เซน่อล ออกมาปิดมุมได้เร็วทั้ง 2 จังหวะ ทำให้หัวหอกร่างยักษ์ยังไม่สามารถยิงใส่ทีม "บิ๊กซิกซ์" ได้เลยในฤดูกาลนี้

อย่างไรก็ตาม ผลงานโดยรวมของกองหน้าวัยเบญจเพสรายนี้ถือว่าทำได้น่าพอใจ เมื่อเก็บบอลในแดนหน้าได้ดี ไม่ทำเสียง่ายๆ เพียงแต่การมักพลาดโอกาสในนัดสำคัญอยู่บ่อยๆ นี่แหละ ที่ทำให้ตัวเขายังไม่ขึ้นไปเป็นดาวยิงระดับท็อปของโลกได้เสียที

 

2. เกมรับของปืนใหญ่สมบูรณ์แบบ

แบร์นด์ เลโน่ นายประตูทีมชาติเยอรมนีของ อาร์เซน่อล สมควรคว้าตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมนี้มากกว่าใครๆ เพราะระเบิดฟอร์มเซฟถึง 4 หน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตัดสินใจออกมาปิดมุม ป้องกันจังหวะหลุดเดี่ยวของ โรเมลู ลูกากู ถึง 2 ครั้งเน้นๆ

ด้วยผลงานของ เลโน่ ในเกมนี้ ทำให้น่าคิดว่า หากเขาได้ลงเฝ้าเสาในเกม เอฟเอ คัพ รอบ 4 เมื่อเดือนมกราคม แทนที่ ปีเตอร์ เช็ก บางทีเกมนั้น ทีมปืนใหญ่อาจไม่แพ้คาบ้าน 1-3 ก็ได้

แต่นอกจาก ฟอร์มของอดีตมือกาว ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น แล้ว ยังต้องชมบรรดาแผงหลังทั้ง 5 ของ อาร์เซน่อล ในเกมนี้ด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิงแบ็ก 2 ฝั่งของเจ้าถิ่น ทำได้ดีกว่าของทีมเยือนอย่างชัดเจน เมื่อ เซอัด โคลาซินัช โชว์ความฟิตและพละกำลังในการดันขึ้นไปบีบสูง ไม่ให้ แอชลี่ย์ ยัง และ ดีโอโก้ ดาโลต์ เซตบอลขึ้นหน้าได้ง่ายๆ ส่วน ไอน์สลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส ที่รับบทวิงแบ็กขวา ก็เป็นผู้เล่นที่ตัดบอลได้มากที่สุดในสนาม (5 ครั้ง) ทำให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด ถึงกับเล่นไม่ออก

โลร็องต์ กอสซิแอลนี่ กับ โซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส ก็ยืนตำแหน่งในกรอบเขตโทษได้ยอดเยี่ยม เมื่อทำสถิติเคลียร์บอลอันตรายทิ้งรวมกันถึง 7 ครั้ง ทำให้ไม่ว่าผีแดงจะทำเกมรุกขึ้นมาได้อันตรายแค่ไหน แต่ก็ได้แค่หวาดเสียวเท่านั้น 

 

3. "เด เคอา" ช่วยอะไรไม่ได้เลย

จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดที่ทำให้ อาร์เซน่อล เป็นฝ่ายมีชัยในนัดนี้ คือการยืนตำแหน่งผิดพลาดของ ดาบิด เด เคอา ที่ปล่อยให้ลูกยิงไกลของ กรานิต ชาก้า พุ่งกระดอนพื้นตุงตาข่ายง่ายๆ และทำให้เจ้าบ้านเล่นได้ง่ายขึ้นเยอะ เมื่อออกนำอย่างรวดเร็ว

และจากสถิติที่เขาไม่สามารถป้องกันลูกจุดโทษได้เลยตลอด 3 ปีหลังสุด ก็ยิ่งทำให้แฟนผีแดงไม่ค่อยอยากฝากความหวังให้เจ้าตัวป้องกันลูกจุดโทษของ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง มากสักเท่าไร แม้หัวหอกทีมชาติกาบองจะยิงพลาดบ่อยก็ตามที

จุดโทษที่ โอบาเมย็อง ซัดเข้าไปในเกมนี้ ทำให้ เด เคอา เสียประตูจากจุดโทษเป็นลูกที่ 5 ในซีซั่นนี้เข้าไปแล้ว

ตลอดทั้งเกมนี้ นายด่านทีมชาติสเปนไม่สามารถเซฟลูกอันตรายของเจ้าบ้านได้แม้แต่หนเดียว โดย อาร์เซน่อล ยิงตรงกรอบเพียง 3 ครั้งใน 90 นาที ซึ่ง 2 ครั้งเป็นประตู ส่วนอีกหน มีกองหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด มาช่วยบล็อคลูกโหม่งของ โซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส เอาไว้ 

 

4. ผีแดงขาดผึ้งงานอย่าง "เอร์เรร่า" และ "ลินการ์ด"

กรานิต ชาก้า กองกลางของ อาร์เซน่อล สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดในเกมนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแดนกลางของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่มีนักเตะที่วิ่งบีบเพรสซิ่งได้ดีๆ อย่าง อันเดร์ เอร์เรร่า และ เจสซี่ ลินการ์ด ลงเล่น เพราะยังไม่ฟิตสมบูรณ์กันทั้งคู่

แม้ผีแดงจะได้ตัว เนมานย่า มาติช กลับมาคุมแดนกลาง แต่มิดฟิลด์ทีมชาติเซอร์เบียก็ไม่ถนัดกับการเข้าบีบเร็วใส่คู่แข่ง เช่นเดียวกับ เฟร็ด และ ปอล ป็อกบา ก็จะลดประสิทธิภาพลงไปเยอะ หากต้องวิ่งพล่านช่วยเกมรับมากเกินไป

ลินการ์ด อาจไม่ใช่นักเตะเชิงรับ แต่ความคล่องตัวและขยันเคลื่อนที่ของเขา จะสร้างปัญหาให้ อาร์เซน่อล ได้ตั้งแต่แดนหลัง และที่ผ่านมา เขามักเป็นทีเด็ดสอดขึ้นไปทำประตูดับทีมปืนใหญ่ในจังหวะโต้กลับได้บ่อยๆ ด้วย

อาร์เซน่อล อาจจะขาดกองกลางอย่าง ลูคัส ตอร์เรยร่า ที่ติดโทษแบนเช่นกัน แต่ต้องบอกเลยว่า การที่ทีมปีศาจแดงไม่มีผู้เล่นที่เพรสซิ่งแดนกลางได้ดีลงสนามในนัดนี้ คือจุดที่ทำให้ทีมของ อูไน เอเมรี่ เล่นได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก

 

5. จุดโทษคือลูกฝังผีลงหลุม

ในครึ่งเวลาหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีโอกาสตีเสมอหลายต่อหลายครั้ง และเล่นด้วยความคึกคักสุดๆ แต่เกมแทบจะจบลงทันทีเมื่อ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง กดจุดโทษให้ อาร์เซน่อล นำ 2-0 ในนาที 69

แม้ว่า เฟร็ด จะชน อเล็กซองด์ ลากาแซ็ตต์ ล้มลงในเขตโทษจริงๆ แต่ผู้ตัดสินอย่าง โจนาธาน มอสส์ ก็หนีไม่พ้นข้อครหาที่ว่า เขาให้จุดโทษกับเจ้าบ้านง่ายเกินไปอยู่ดี เพราะนั่นคือประตูที่ตัดสินผลการแข่งขันอย่างเด็ดขาด

หลังจากทีมปืนใหญ่นำห่าง 2 ลูก พวกเขาสามารถเลือกเล่นแบบตั้งรับเต็มรูปแบบได้ทันที และนั่นทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่กำลังเสียกระบวน หาช่องเจาะเข้าทำยากกว่าเดิมหลายเท่า

อย่างไรก็ตาม แฟนผีแดงไม่สามารถปริปากบ่นเรื่องจุดโทษที่เสียได้มากนัก เพราะต้องยอมรับว่า เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ พวกเขาได้จุดโทษที่โชคดีที่สุดในประวัติศาสตร์ จากจังหวะบอลทูแฮนด์ ที่ผู้ตัดสินมาให้ย้อนหลังเพราะไปดู VAR มาแล้ว และนั่นคือลูกที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงอยู่ในเส้นทางของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

 

ชัยชนะนัดนี้ของ อาร์เซน่อล ทำให้ทีมปืนใหญ่มีโอกาสสดใสที่สุด ที่จะติดท็อปโฟร์มากกว่าใครๆ เพราะนอกจากจะขึ้นมาสู่อันดับ 4 เป็นที่เรียบร้อย ช่วง 8 นัดสุดท้าย พวกเขาไม่ต้องเจอกับทีมใหญ่อีกแล้วด้วย

ส่วนทางด้าน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แม้จะร่วงลงมาอยู่ที่ 5 แต่ยังมีเวลาเหลือให้ลุ้นอีกพอสมควร ว่าจะติดท็อปโฟร์หรือไม่ เพราะคู่แข่งอย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ เชลซี ก็ยังโชว์ฟอร์มในเกมลีกได้ไม่น่าไว้ใจนัก

 

inbizth รับทำเว็บ e-commerce