เวียดนามจะทำได้ไหม!!?? ย้อน 5 ทีมชาติ ซิวแชมป์รายการใหญ่ แม้เกือบตกรอบแบ่งกลุ่ม

6 months ago
1,068 reads • 1,258 shares
เวียดนามจะทำได้ไหม!!?? ย้อน 5 ทีมชาติ ซิวแชมป์รายการใหญ่ แม้เกือบตกรอบแบ่งกลุ่ม
โดย:

รวม 5 ทีมชาติที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลรายการใหญ่ ทั้งที่เกือบตกรอบแรก

จากการที่ชาติจากอาเซียนอย่าง เวียดนาม ทำผลงานในศึก เอเชียน คัพ 2019 แบบเหนือความคาดหมาย เมื่อทะลุเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ทำให้ทีมดาวทองถูกจับตามองมากพอสมควร ว่าอาจจะสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นได้อีกในศึกชิงเจ้าทวีปปีนี้

ย้อนกลับไปในรอบแบ่งกลุ่ม เวียดนาม เกือบจะตกรอบแรกอยู่แล้ว เพราะแพ้รวด 2 เกมแรก แถมหวุดหวิดจะไม่ติด 1 ใน 4 อันดับ 3 ที่ดีที่สุดด้วย แต่โชคยังช่วยตรงที่ เลบานอน ไม่สามารถชนะ เกาหลีเหนือ ด้วยผลต่างเกิน 3 ประตูได้

ในประวัติศาสตร์ของฟุตบอล เคยมีหลายทีมที่เกือบเอาตัวไม่รอดในรอบแรก แต่สุดท้ายกลับทะลุไปคว้าแชมป์ได้ ซึ่งวันนี้ Balltoro จะขอยกตัวอย่างเด่นๆ มาให้ดูว่ามีทีมใดบ้าง

 

อิตาลี (ฟุตบอลโลก 1982)

ศึก เวิลด์ คัพ ที่สเปนเป็นเจ้าภาพ บรรดาลุงๆ น้าๆ อาจพากันพูดถึง เปาโล รอสซี่ ยอดดาวยิงของ อิตาลี ที่ซัดไปถึง 6 ประตู ครองดาวซัลโวพร้อมทั้งพาทีมชาติซิวแชมป์โลกสมัยที่ 3 แต่จริงๆ แล้ว ทีมอัซซูรี่น่าจะเก็บกระเป๋ากลับบ้านตั้งแต่รอบแรกด้วยซ้ำ

อิตาลี ผ่านรอบแบ่งกลุ่มรอบแรก ด้วยผลงานไม่ชนะใครเลย (เสมอทั้ง 3 นัด) และเข้ารอบด้วยการมี "ประตูได้" ที่เหนือกว่า แคเมอรูน เพียงประตูเดียวเท่านั้น ซึ่งทีมจากแดนมะกะโรนี ได้ 2 เสีย 2 ส่วนทีมหมอผีได้ 1 เสีย 1

ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนั้น มีทีมในรอบสุดท้ายทั้งหมด 24 ทีม รอบแรกจะคัดเอาทีมอันดับ 1-2 ผ่านเข้าสู่รอบที่สอง ซึ่ง 12 ทีมจะถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ทีม และจะคัดเอาแชมป์ของแต่ละกลุ่ม เข้ารอบรองชนะเลิศ

ซึ่งในรอบที่ 2 นี่แหละที่ อิตาลี แสดงให้เห็นว่าพวกเขาคือยอดทีม โดย เปาโล รอสซี่ คือซูเปอร์ฮีโร่กดแฮตทริกให้ทีมชนะ บราซิล 3-2 ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ 

ในรอบตัดเชือก รอสซี่ ยังคงเป็นพระเอก เมื่อเหมาคนเดียวสองลูกพาทีมดับ โปแลนด์ 2-0 ก่อนที่ในรอบชิงชนะเลิศ รอสสี่, มาร์โก ทาร์เดลลี่ และ อเลสซานโดร อัลโตเบลลี่ จะยิงคนละประตู พาทีมเอาชนะ เยอรมนี 3-1

 

เดนมาร์ก (ยูโร 1992)

ทีมโคนมได้เข้าร่วมศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่ สวีเดน เป็นเจ้าภาพเมื่อ 19 ปีก่อนอย่างโชคช่วย เพราะได้สิทธิ์เข้าแข่งแทน ยูโกสลาเวีย ที่โดนแบนห้ามลงแข่งขันเพราะมีปัญหาสงครามกลางเมือง 

ในศึก ยูโร 1992 รอบสุดท้ายมีเพียง 8 ชาติเท่านั้น โดยรอบแรกจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม คัดเอาทีมอันดับ 1-2 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ

2 เกมในรอบแรก เดนมาร์ก ทำท่าว่าจะต้องตกรอบซะแล้ว เพราะเก็บได้แค่แต้มเดียว จากการเสมอ อังกฤษ 0-0 ตามด้วยแพ้ให้เจ้าภาพอย่าง สวีเดน 0-1 แถมนัดสุดท้ายนอกจากจะต้องชี้ชะตากับ ฝรั่งเศส แล้ว ยังต้องลุ้นให้ผลอีกคู่ อังกฤษ ห้ามชนะ สวีเดน อีกต่างหาก

แต่สุดท้าย เดนมาร์ก ผ่านรอบแบ่งกลุ่มได้แบบเหลือเชื่อ เมื่ออัดทีมตราไก่ 2-1 ในช่วงท้ายเกม ส่วนผลอีกคู่ อังกฤษ ก็แพ้ สวีเดน 1-2 ทั้งที่ทีมสิงโตคำรามเป็นฝ่ายนำก่อน

"เทพนิยายเดนส์" ยังดำเนินเรื่องต่อไป ในรอบรองชนะเลิศ เดนมาร์ก ต้องเจอแชมป์เก่าอย่าง เนเธอร์แลนด์ ที่เต็มไปด้วยดาวดังทั้ง รุด กุลลิท, แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด, มาร์โก ฟาน บาสเท่น และ เดนนิส เบิร์กแคมป์ แต่พวกเขายังผ่านเข้าชิงได้ด้วยการล้มทีมอัศวินสีส้มในช่วงการดวลจุดโทษ

ก่อนที่นัดชิงชนะเลิศ เดนมาร์ก ระเบิดฟอร์มเก่งที่สุดในทัวร์นาเมนต์ออกมา เมื่อ ยอห์น เยนเซ่น กับ คิม วิลฟอร์ท ซัดคนละประตู พาทีมเอาชนะ เยอรมนี 2-0 คว้าแชมป์ยุโรปสมัยแรกและสมัยเดียวให้กับชาติจากสแกนดิเนเวีย แบบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

 

ญี่ปุ่น (เอเชียน คัพ 1992)

ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นชาติที่คว้าแชมป์ เอเชียน คัพ ได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ (4 สมัย) ประกาศศักดาคว้าแชมป์เอเชียสมัยแรกได้ในปี 1992 ซึ่งพวกเขาเป็นเจ้าภาพเอง

แต่เส้นทางกว่าจะได้ฉลองนั้น เรียกได้ว่าทัพซามูไรต้องลุ้นจนปัสสาวะเหนียวทุกนัดเลยทีเดียว

สมัยนั้น เอเชียน คัพ มีทีมในรอบสุดท้ายเพียง 8 ทีมเท่านั้น โดยจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คัดเอาแชมป์และรองแชมป์กลุ่มเข้ารอบรองชนะเลิศ โดยทีมที่ชนะในรอบแรกจะได้ 2 แต้ม (ไม่เหมือนตอนนี้ที่ชนะได้ 3 แต้ม) ส่วนเสมอจะได้ 1 แต้ม

ญี่ปุ่น อยู่ในสายเดียวกับ อิหร่าน, ยูเออี และ เกาหลีเหนือ โดย 2 เกมแรกของรอบแบ่งกลุ่ม ญี่ปุ่น ทำได้แค่เสมอทั้ง 2 นัด เหมือนกับ ยูเออี 

ขณะที่ อิหร่าน ได้เปรียบกว่าใครเพื่อน เพราะ ชนะ 1 เสมอ 1 ขอแค่พวกเขาเสมอ ญี่ปุ่น ในนัดสุดท้าย ยังไงก็เข้ารอบแน่ๆ

ในเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ยูเออี ลงแข่งก่อน และสามารถเอาชนะ เกาหลีเหนือ ได้ 2-1 ซิวตั๋วเข้ารอบไปก่อนแล้ว 1 ใบ นั่นหมายความว่า ญี่ปุ่น จะตกรอบทันที หากไม่สามารถเอาชนะ อิหร่าน ได้

...และย้ำอีกครั้ง เกมนั้น อิหร่าน ต้องการแค่ผลเสมอ ก็จะเข้ารอบ

ปรากฏว่า ญี่ปุ่น ทำภารกิจสำคัญได้สำเร็จ เมื่อเฉือนชนะ อิหร่าน 1-0 จากประตูชัยในนาที 87 ของ "คิง คาซู" คาซูโยชิ มิอุระ ทีมซามูไรจึงตาม ยูเออี เข้าสู่รอบต่อไป

ในรอบรองชนะเลิศ ขุนพลแดนปลาดิบเอาชนะ จีน หวุดหวิด 3-2 ในเกมที่สถานการณ์พลิกไปพลิกมาตลอด โดยได้ประตูชัยในช่วงท้ายเกมอีกครั้ง ในนาที 84

รอบชิงชนะเลิศ ญี่ปุ่น ต้องเจอกับ ซาอุดิอาระเบีย ที่เป็นแชมป์มา 2 สมัยติด แต่ทีมซามูไรคว้าชัยชนะไปด้วยสกอร์ 1-0 หยิบแชมป์แรกในประวัติศาสตร์ของประเทศมาครองจนได้ ก่อนจะคว้าเพิ่มอีก 3 สมัยในปี 2000, 2004 และ 2011

 

อุรุกวัย (โกปา อเมริกา 2011)

อุรุกวัย เพิ่งคว้าอันดับ 4 ฟุตบอลโลก 2010 ทำให้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในทีมเต็งที่จะครองเจ้าทวีปอเมริกาใต้ ในทัวร์นาเมนต์อีก 1 ปีถัดมา ที่ อาร์เจนตินา เป็นเจ้าภาพ

อย่างไรก็ตาม ทีมจอมโหดกลับทำผลงานกระท่อนกระแท่นใน 2 เกมแรกของรอบแบ่งกลุ่ม เมื่อทำได้แค่เสมอ เปรู และ ชิลี ด้วยสกอร์ 1-1 ทำให้นัดสุดท้าย พวกเขาไม่มีทางเลือก ต้องเอาชนะ เม็กซิโก ให้ได้สถานเดียว จึงจะได้ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป

แต่ยังดีที่ อัลวาโร่ เปเรยร่า ยิงประตูสำคัญพาทีมคว้า 3 แต้มได้สำเร็จ ทำให้ อรุกวัย ได้ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย

แต่ทีมที่รอ อุรุกวัย อยู่ในรอบ 8 ทีม คือด่านหินอย่างเจ้าภาพ อาร์เจนตินา ที่นำมาโดย ลิโอเนล เมสซี่, กอนซาโล่ อิกวาอิน, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่, อังเคล ดิ มาเรีย และ เซร์คิโอ อเกวโร่

ทว่าทีมจอมโหดยังผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้ด้วยการชนะดวลจุดโทษ ก่อนที่ในรอบรองและรอบชิงชนะเลิศ จะถึงเวลาโชว์ฟอร์มเก่งบ้าง ปราบทั้ง เปรู และ ปารากวัย แบบสบายเท้า ชดเชยความกังวลของแฟนบอลในรอบแรก ด้วยการนำแชมป์กลับสู่ประเทศได้สำเร็จ

 

โปรตุเกส​ (ยูโร 2016)

คงไม่มีใครลืมความสำเร็จของทัพฝอยทอง ในศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเมื่อ 3 ปีก่อนที่ประเทศฝรั่งเศส เพราะ โปรตุเกส ทะลุไปเป็นแชมป์ ทั้งที่ตลอดทัวร์นาเมนต์ พวกเขาชนะใน 90 นาทีได้แค่นัดเดียว

ในรอบแรก ทีมฝอยทองโชว์ฟอร์มต่ำกว่ามาตรฐาน เมื่อเสมอกับทีมที่ชื่อชั้นเป็นรองทั้ง ไอซ์แลนด์, ออสเตรีย และ ฮังการี จนร่วงลงสู่อันดับ 3 ของกลุ่ม

แต่โชคยังเข้าข้างพวกเขา ตรงที่ว่า นั่นยังเพียงพอให้ทีมของกุนซือ แฟร์นันโด ซานโตส เป็นหนึ่งใน 4 อันดับ 3 ที่ดีที่สุด ได้ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป

โชคชั้นที่สองก็คือ เส้นทางในรอบน็อกเอาต์ของพวกเขา ไม่ต้องเจอกับทีมระดับเต็งแชมป์เลยจนกว่าจะถึงนัดชิงชนะเลิศ

แม้จะเจอกับทีมที่ไม่ได้ชื่อชั้นเหนือกว่า แต่ โปรตุเกส ยังต้องเหนื่อยแทบอ้วกกว่าจะผ่าน โครเอเชีย ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย (ชนะต่อเวลา 1-0) และ โปแลนด์ ในรอบ 8 ทีม (ชนะดวลจุดโทษ)

รอบรองชนะเลิศ ทีมฝอยทองมีเฮงอีกครั้ง เพราะคู่ต่อกรอย่าง เวลส์ ไม่มี อารอน แรมซี่ย์ ที่ติดโทษแบน พวกเขาจึงเล่นได้สบายๆ และคว้าชัยไปด้วยสกอร์ 2-0 ซึ่งนั่นคือเกมเดียวของทัวร์นาเมนต์นั้น ที่ โปรตุเกส ชนะในเวลาปกติ

อย่างไรก็ตาม นัดชิงชนะเลิศที่ต้องเจอกับเจ้าภาพอย่าง ฝรั่งเศส ซึ่งฟอร์มดีมาตลอดรายการ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ตัวความหวังอันดับหนึ่งต้องโดนเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ครึ่งแรก เพราะโดน ดิมิทรี ปาเย็ต เข้าอัดจากด้านหลัง และเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว

โปรตุเกส โชว์เกมรับอันเหนียวแน่นยื้อสกอร์ให้เสมอ 0-0 จนจบ 90 นาที ก่อนที่ช่วงต่อเวลาพิเศษ พวกเขาได้ประตูชัยจากลูกยิงไกลของ เอแดร์ จึงได้ฉลองแชมป์เมเจอร์รายการแรกในประวัติศาสตร์

 

จากตัวอย่างที่เรายกมาให้ดู น่าจะทำให้แฟนบอลทุกคนรู้กันแล้วว่า "ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ในโลกฟุตบอล" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทีมที่มาไกลถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ต่างก็มีโอกาสเป็นแชมป์กันทุกทีม