Fact หลังเกม : 5 จุดเห็นชัด หลังหงส์ต้อนผีขาด 3-1 ศึกแดงเดือด

1 month ago
2,674 reads • 1,270 shares
Fact หลังเกม : 5 จุดเห็นชัด หลังหงส์ต้อนผีขาด 3-1 ศึกแดงเดือด
โดย:

5 จุดที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน จากเกมแดงเดือด ที่ ลิเวอร์พูล เปิดบ้านชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-1

บรรดา "เดอะ ค็อป" ทุกหมู่เหล่าคงมีความสุขกันเต็มที่ หลังจากทีมรักอย่าง ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปแบบขาดลอย 3-1 โดยที่ยังรักษาสถิติไร้พ่ายในลีก พร้อมกับนำเป็นจ่าฝูงของตารางต่อไป

ผิดกับบรรดาเด็กผี ที่ออกอาการหัวร้อนกันเป็นแถว และเสียงเรียกร้องให้ โชเซ่ มูรินโญ่ ถูกปลดออกจากตำแหน่งกุนซือก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะไม่มีอะไรที่จะเลวร้ายกว่าการพ่ายแพ้คู่ปรับตลอดกาลอย่างหมดรูป และหมดลุ้นแชมป์ลีกอย่างเป็นทางการอีกแล้ว

ด้วยความที่เป็นเกมแดงเดือด จึงมีประเด็นที่แฟนบอลพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ซึ่งบทสรุปของเกมนี้ มีเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนมากๆ 5 ประเด็นด้วยกัน

 

หงส์แดงตอนนี้ เหนือกว่าผีแดงทุกเหลี่ยมมุม

ก่อนเกมจะคิกออฟ ลิเวอร์พูล ถูกยกให้เป็นต่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มากจนน่าตกใจ ซึ่งแฟนผีแดงหลายคนแม้จะยอมรับว่าทีมเป็นรอง แต่ก็ไม่ได้คิดว่าหงส์แดงจะเหนือกว่าอย่างที่เว็บนอกคลอดราคาออกมาขนาดนั้น

อย่างไรก็ตาม รูปเกมที่ออกมา กลายเป็นหงส์แดงแทบจะพับสนามบุกฝ่ายเดียว ด้วยสถิติที่เจ้าถิ่นมีโอกาสยิงรวมกันถึง 36 ครั้ง ซึ่งถือว่ามากที่สุดในเกมเดียว นับตั้งแต่พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้เปิดซีซั่น ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ยิงรวมกันน้อยกว่า 6 เท่า (6 ครั้ง) คงเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ ว่าผู้ชนะของเกมนี้ สมควรเป็นใครกันแน่

ไม่เพียงแต่ผลการแข่งขันนัดนี้ แต่ ลิเวอร์พูล กำลังอยู่ในช่วงมั่นใจสุดๆ หลังจากเพิ่งได้ชัยชนะนัดสำคัญเหนือ นาโปลี เมื่อกลางสัปดาห์ จนได้ผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และบรรยากาศของทีมก็เต็มไปด้วยความสุข และมั่นใจในการทำศึกที่เหลือของฤดูกาลต่อไปเรื่อยๆ

ผิดกับทีมปีศาจแดง ที่พบกับความพ่ายแพ้มา 2 นัดติด พวกเขาพลาดโอกาสเป็นแชมป์กลุ่มในศึก UCL เมื่อบุกพ่าย บาเลนเซีย 2-1 ก่อนจะหมดลุ้นแชมป์ลีก (และอาจรวมถึงการติดท็อปโฟร์) เมื่อแพ้ ลิเวอร์พูล แบบหมดทางสู้อีกในเกมล่าสุด

 

"อาลีสซง" ยังไม่ใช่นายประตูที่สมบูรณ์แบบ

จุดด่างพร้อยจุดเดียวของ ลิเวอร์พูล ในเกมนี้ คือการปล่อยให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำประตูได้ในครึ่งแรก จากความผิดพลาดของ อาลีสซง เบ็คเกอร์ นายประตูทีมชาติบราซิล ที่รับลูกเปิดจากฝั่งซ้ายของ โรเมลู ลูกากู แบบ "ซองแตก" ทำให้ เจสซี่ ลินการ์ด ได้ส้มหล่นยิงตุงตาข่ายง่ายๆ

อาลีสซง เพิ่งเป็นซูเปอร์ฮีโร่ เซฟลูกสำคัญจาก อาร์คาดิอุสซ์ มิลิค ไม่ให้โดน นาโปลี ตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บในเกมชี้ชะตา UCL เมื่อวันอังคาร แต่ความผิดพลาดของเขาในเกมนี้ แม้จะไม่ทำให้ทีมเสียหาย เพราะเพื่อนๆ ช่วยกันยิง 2 ประตูคืนให้ในครึ่งหลัง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าน่าเป็นห่วง หากมันเกิดขึ้นในการเจอกับเกมที่ยากลำบากกว่านี้

ย้อนไปต้นซีซั่น อาลีสซง ก็เคยเล่นผิดพลาดมาแล้ว เมื่อออกลูกประมาทจนโดน เลสเตอร์ ซิตี้ ฉกไปยิงตุงตาข่าย แต่ทีมก็ชนะได้เช่นกัน ซึ่งหลังจากนี้ แฟนๆ หงส์แดงคงหวังว่านายด่านค่าตัวแพง จะเฝ้าเสาได้แบบแน่นอนกว่านี้ เพราะไม่มีใครเถียงว่าเขาคือหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดของโลก ในปี 2018

 

"ป็อกบา" ไม่ใช่คนที่ "จ่ามู" ต้องการอีกต่อไป

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างมากในเกมนี้ คือการที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ยอมให้โอกาส ปอล ป็อกบา กองกลางซูเปอร์สตาร์ดีกรีทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลก ได้ลงสนามช่วยทีมแม้แต่วินาทีเดียว ทั้งที่ทีมเป็นรอง และขาดจินตนาการในการเข้าทำอย่างเห็นได้ชัด

กุนซือผีแดงเลือกวางระบบ 3-4-2-1 ในเกมนี้ โดยกล้าให้โอกาส โรเมลู ลูกากู ดาวยิงปืนฝืดยืนกองหน้าตัวเป้า แล้วให้ เจสซี่ ลินการ์ด กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ขนาบข้าง ส่วนคู่กลางใช้งาน อันเดร์ เอร์เรร่า เล่นกับ เนมานย่า มาติช

แท็กติกที่อัดเซนเตอร์แบ็ก 3 คน ไม่ได้ช่วยให้ทีมรับมือกับ ลิเวอร์พูล แบบสร้างความลำบากอะไรให้เจ้าถิ่นนัก และ มูรินโญ่ ก็ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้กองหลัง 4 คนในครึ่งหลัง โดยถอด ดีโอโก้ ดาโลต์ ออกทันที แล้วให้ มัตเตโอ ดาร์เมียน ฉีกไปเล่นแบ็กขวาแทน

ทว่ากองกลางที่ "จ่ามู" ส่งลงก่อนใครกลับเป็น มารูยาน เฟลไลนี่ เพื่อหวังจะใช้ประโยชน์จากการวางบอลยาวเข้าโจมตี และก็ไม่ได้ผลอะไรนัก เพราะกองหลังของ ลิเวอร์พูล เล่นได้ไม่ผิดพลาด ซึ่งยิ่งเวลาผ่านไป จะยิ่งเห็นว่ากองกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ด สู้กับเจ้าบ้านไม่ได้ แต่ ป็อกบา ก็ยังคงไม่ถูกส่งลงสนาม

กว่ากุนซือโปรตุกีสจะขยับเปลี่ยนตัวคนที่สอง ก็เป็นตอนที่ ลิเวอร์พูล ขึ้นนำอีกครั้งเป็น 2-1 แล้ว

และหลังจาก อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ลงไปเล่นแทน อันเดร์ เอร์เรร่า แค่นาทีเดียว ก็โดน เซอร์ดาน ชากิรี่ ยิงนำห่างเป็น 3-1 อีก ทำให้โควตาสุดท้าย ต้องใช้ ฆวน มาต้า ลงไปแทน เจสซี่ ลินการ์ด แต่ก็ไม่อาจพลิกสถานการณ์ไรให้ทีมได้ลุ้นแต่อย่างใด

เมื่อสัปดาห์ก่อน ป็อกบา ก็ไม่ได้โอกาสลงเล่นเช่นกัน แต่ทีมก็ชนะทีมบ๊วยอย่าง ฟูแล่ม ได้แบบสบายๆ 4-1 ซึ่งเกมนั้น ศักยภาพคู่แข่งห่างชั้นเกินไปจึงเห็นอะไรไม่ชัดนัก

แต่จากการที่ทีมพ่ายคู่ปรับตลอดกาลแบบหมดรูป โดยที่นักเตะค่าตัวแพงที่สุดของสโมสรไม่ได้โอกาสลงสนาม ดูเหมือนว่าการซดเกาเหลากันระหว่าง มูรินโญ่ กับ ป็อกบา จะสร้างความเสียหายชัดเจนให้เกิดขึ้นในห้องแต่งตัวของผีแดงซะแล้ว


"ชากิรี่" คือจอมทำแสบผีแดงตัวจริง

ลิเวอร์พูล เล่นได้เหนือกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชัดเจนก็จริง แต่ผู้สร้างความแตกต่าง ตัดสินเกมให้หงส์แดงชนะอย่างเด็ดขาด ก็คือ เซอร์ดาน ชากิรี่ ปีกทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ที่สวมบทซูเปอร์ซับ ลงมายิง 2 ประตูในนาที 73 และ 80

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ชากิรี่ ทำแสบใส่ผีแดง เพราะย้อนไปช่วงซัมเมอร์ เกมปรีซีซั่นนัดแรกที่เขาลงสนามให้ ลิเวอร์พูล เจ้าตัวก็ลงสนามในครึ่งหลัง ก่อนทำผลงานยิง 1 จ่าย 1 โดยประตูที่ยิงได้ ยังเป็นการจักรยานอากาศแบบสุดสวยซะด้วย ช่วยให้หงส์แดงถล่ม แมนฯ ยูไนเต็ด ไปเละเทะ 4-1 ในศึก อินเตอร์เนชันแนล แชมเปี้ยนส์ คัพ ที่สหรัฐอเมริกา

สมัยที่เขาอยู่ เอฟซี บาเซิ่ล ก็เล่นได้อย่างโดดเด่น จนเขี่ยผีแดงชุดที่มี เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คุมทีม ตกรอบแบ่งกลุ่ม แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2011 มาแล้ว ขณะที่สมัยที่อยู่กับ สโต๊ค ซิตี้ ถ้าหากทีมช่างปั้นหม้อส่งเขาลงสนาม ก็ไม่เคยแพ้ผีแดงคาบ้านสักครั้งด้วย

แม้ 2 ประตูที่ ชากิรี่ ยิงได้ จะมีโชคช่วยนิดๆ เพราะแฉลบนักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด เข้าไปในมุมที่ ดาบิด เด เคอา หมดปัญญาจะเซฟ แต่ก็รับประกันได้เลยว่า แฟนผีแดงต้องเริ่มขยาดดาวเตะที่แฟนหงส์เมืองไทย ตั้งฉายาให้แบบแสบๆ ว่า "พี่ป้อม" คนนี้ไม่น้อย

 

"มูรินโญ่" ไม่เหมาะคุมผีแดงอีกต่อไป

จากความพ่ายแพ้ต่อ ลิเวอร์พูล นัดนี้ ทำให้ทีมปีศาจแดงไม่สามารถเอาชนะทีมในกลุ่ม "บิ๊ก ซิกซ์" ได้เลยแม้แต่นัดเดียว ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2018-19 นับเฉพาะครึ่งซีซั่นแรก

พวกเขาทำได้ดีที่สุดคือเสมอกับ 2 ทีมดังจากลอนดอนอย่าง อาร์เซน่อล และ เชลซี ด้วยสกอร์ 2-2 แต่ก็แพ้ให้ทีมระดับท็อปทรีของตารางทั้ง ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ แบบสู้ไม่ได้ทั้งหมด 

ช่องว่างที่ห่างจากจ่าฝูงอย่าง ลิเวอร์พูล ถึง 19 แต้ม และตามหลังอันดับ 4 อย่าง เชลซี ถึง 11 แต้ม แทบจะบอกได้เลยว่า "พรีเมียร์ลีกของแฟนผีแดงปีนี้มันจบแล้ว"

ไม่เพียงแค่ผลการแข่งขันที่ย่ำแย่ แต่นัดนี้มันฟ้องชัดถึงความย่ำแย่ทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นจากการจัดการทีมของ มูรินโญ่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาต่อนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์, รูปทรงการเล่นที่พัฒนาการถดถอยและไร้จินตนาการ รวมถึงการให้สัมภาษณ์แบบที่มักปัดความรับผิดชอบให้พ้นๆ ตัวอยู่เสมอ

จริงๆ เกม "แดงเดือด" ถือเป็นโอกาสทองให้แฟนผีแดงกลับมาไว้ใจ โชเซ่ มูรินโญ่ ต่ออีกสักตั้ง หากเขาทำได้ดี

แต่จากการที่ไม่มีแง่ดีอะไรให้เห็น และแพ้คู่ปรับตลอดกาลแบบไม่มีทางสู้ มันก็เหมือนเป็นฟางเส้นสุดท้าย ให้ตอนนี้ไม่มีแฟน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คนไหน อยากให้เขาคุมทีมรักอีกต่อไปแล้ว...