Fact หลังเกม : 5 ปัจจัยทำ ทีมชาติไทย เจ๊า มาเลเซีย ร่วงซูซูกิ คัพ

1 week ago
1,112 reads • 1,057 shares
Fact หลังเกม : 5 ปัจจัยทำ ทีมชาติไทย เจ๊า มาเลเซีย ร่วงซูซูกิ คัพ
โดย:

5 ปัจจัยทำ ทีมชาติไทย พลาดเสมอ มาเลเซีย 2-2 ตกรอบ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018

ต้องยอมรับเลยว่าทำเอาแฟนบอลไทยต้องซึมกันทั้งประเทศหลัง ทีมชาติไทย ทำได้เพียงเสมอ มาเลเซีย 2-2 พลาดท่าตกรอบรองชนะเลิศ ศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 ด้วยกฎประตูทีมเยือน อดเข้าไปป้องกันแชมป์เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกันทันที

และนี่น่าจะเป็น 5 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ทัพช้างศึก ไม่ชนะในเกมเมื่อคืนที่ผ่านมา!!

 

1. ต้องยอมรับ นิว-ตั้ม ไม่เหมือนเดิม

นับตั้งแต่ มิโลวาน ราเยวัช เข้ามาคุมทีมชาติไทย ธนบูรณ์ เกษารัตน์ กับ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ คือคู่มิดฟิลด์ที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด และทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจมาโดยตลอด

แต่แล้ว “เจ้าตั้ม” ดันได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก แม้จะกลับมาได้ แต่ต้องยอมรับว่าเขายังไม่เหมือนเดิมจริงๆ ทั้งลูกตัดบอล ดักบอลช่วยสกรีนก่อนถึงกองหลังที่เคยเก่งๆ ก็หายไปหมด

เช่นเดียวกับ “เจ้านิว” ที่ดูรายการนี้เขาจะมุ่งมั่นมาก ทำให้เหมือนกดดันตัวเองมากเกินไปจนไม่สามารถแสดงฝีเท้าที่เคยทำได้ออกมาเต็มที่นัก ซึ่งส่งผลต่อเกมของ ทัพช้างศึก อย่างชัดเจน

ทั้งเกมรุกที่ไม่สามารถพาบอลขึ้นหน้าได้ และเกมรับที่กลายเป็นช่องโหว่ให้ มาเลเซีย เล่นกันได้ง่ายเกินไป

บางทีก่อนถึงช่วง เอเชียน คัพ 2019 ราเยวัช อาจจะต้องลองเปลี่ยนอะไรบางอย่างเพื่อความสมดุลของทีมที่มากขึ้น

 

2. เน้นรับเกินไป

นี่ถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ มิโลวาน ราเยวัช ถูกวิจารณ์มาอย่างต่อเนื่องใน ซูซูกิ คัพ ปีนี้ หลังเขาเลือกที่จะใช้แท็กติกเล่นเกมรับให้แน่น มากกว่าที่จะเปิดเกมรุกใส่คู่แข่ง

แน่นอนแผนแบบนี้ได้ผลดีเยี่ยมมาโดยตลอดในการดวลกับทีมที่มีระดับสูงกว่าเรา แต่กลับกันในอาเซียน การเลือกเล่นแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับรอเสียประตู

เห็นได้ชัดเลยว่าเราเลือกที่จะถอยไปเล่นรับแบบลึกชนิดที่ว่า ธนบูรณ์ เกษารัตน์ แทบจะลงไปยืนติดกับคู่เซนเตอร์เลยทีเดียว

นอกจากนั้นแข้งไทยก็ไม่ค่อยจะรวมใจกันเข้าเพรสซิ่งเพื่อแย่งบอล แต่กลับรอดักจังหวะกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งนี่แหละที่ทำให้ มาเลเซีย มีพื้นที่ และเวลาในการเลือกเล่นได้อย่างอิสระมากขึ้น

และที่สำคัญเลยคือ ทัพช้างศึก เลือกที่จะไม่เปิดเกมบุกใส่ทีมเยือนซะอย่างงั้น และใช้เวลาส่วนมากไปกับการเคาะบอลไปมา สลับกับการโยนยาวไปเสียแบบง่ายๆ

เห็นได้ชัดเลยว่าลูกทีมของ ราเยวัช เริ่มจะผ่อนเกมหลังได้ประตูออกนำทั้งสองครั้ง และเพิ่งจะมาเน้นบุก เอาตอนที่ถูกตีเสมอแล้ว ซึ่งสุดท้ายมันก็ไม่ทันเวลาที่จะกลับมาได้ตลอด

 

3. แบ็กขวาปัญหาใหญ่

ในซูซูกิ คัพ หนนี้ มิโลวาน ราเยวัช เลือกใช้งาน ฟิลิป โรลเลอร์ เป็นแบ็กขวาตัวหลัก และมี มิก้า ชูนวลศรี เป็นตัวสแตนด์บายที่สามารถขยับไปเป็นเซนเตอร์ด้วยก็ได้

แต่เห็นได้ชัดเลยว่าแบ็กขวาของเรามีปัญหามาโดยตลอดตั้งแต่ในรอบแรก แม้ โรลเลอร์ จะมีจุดเด่นที่ความรวดเร็ว และฟิตสุดๆ แต่เขามักถูกตัวจี๊ดฝั่งตรงข้ามพาทัวร์บ่อยทีเดียว

เช่นเดียวกับเกมเมื่อคืนที่ผ่านมา ดาวเตะลูกครึ่งเยอรมันรายนี้ ก็หยุดความจี๊ดของมาเลเซียไม่ค่อยอยู่เหมือนกัน

กลับกันเขาก็แทบไม่มีจังหวะเติมเกมขึ้นไปช่วยเกมรุกเลย แถมการโดนใบเหลืองไวก็ยิ่งทำให้เวลาที่เหลือเขาเล่นยากขึ้นไปอีก

บางทีก็อดเสียดายฟอร์มของ ศศลักษณ์ ไหประโคน ที่น่าจะได้โอกาสมากกว่านี้อยู่เหมือนกัน และที่สำคัญก่อนถึงการแข่งขันระดับที่สูงกว่านี้อย่าง เอเชียนคัพ ตำแหน่งนี้ต้องรีบแก้โดยด่วน

 

4. มีแค่ศุภชัยที่แผลงฤทธิ์ออก

ต้องยอมรับเลยว่าเกมของ ทีมชาติไทย เมื่อคืนที่ผ่านมามีแค่ ศุภชัย ใจเด็ด คนเดียวเท่านั้นที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม

ทั้งการขึ้นไปทำเกมรุก จนมีส่วนสำคัยทำให้ทีมได้ประตูขึ้นนำในช่วงครึ่งแรก และลงมาช่วยเกมรับตรงริมเส้น เรียกได้ว่าขึ้นสุดลงสุดตลอดทั้งเกม

ต่างจากแข้งรุ่นพี่คนอื่นๆ ที่ดูฟอร์มจะต่ำกว่ามาตรฐานกันหมด ซึ่งหากมองในแง่ดี ตรงนี้ก็อาจจะเป็นจุดที่เราพอจะเห็นได้ชัดว่านี่แหละตัวหลักในอนาคตระยะยาวของทัพช้างศึกแน่นอน

 

5. AK9 ขาดความมั่นใจ

จากผลงาน 8 ประตูในรอบแบ่งกลุ่มทำให้ อดิศักดิ์ ไกรษร ถูกคาดหวังถึงการเดินหน้ายิงประตูอย่างต่อเนื่อง เพื่อพา ทีมชาติไทย กลับมาคว้าแชมป์สมัยที่ 3 ติดต่อกันให้ได้

แต่ดูเหมือนว่าช่วงหลังมันจะกลายเป็นความกดดันที่ทำให้ AK9 ยิ่งเครียดกว่าเดิม และที่สำคัญนับตั้งแต่ยิง 6 ลูกใส่ ติมอร์ เลสเต เขากลายเป็นนักเตะไทยที่โดนประกบแบบไม่ให้มีช่องมากที่สุดเลยก็ว่าได้

โดยเฉพาะเกมเมื่อคืนที่ผ่านมาดู “เจ้ากอล์ฟ” จะโดดเดี่ยวเกินไปในแดนหน้าจนแทบไม่มีโอกาสยิงเลย เช่นเดียวกับลูกจุดโทษที่พลาดไป ก็ดูเขาจะไม่มั่นใจนักก่อนจะยิง

แต่ก็นั่นแหละเกมฟุตบอลมันเป็นแบบนี้ และไม่มีใครคิดโทษ อดิศักดิ์ อยู่แล้ว กลับกันต้องชื่นชมหัวจิตหัวใจที่กล้าหาญรับหน้าที่สำคัญเช่นนี้อีกต่างหาก

ในอนาคตขอแค่ให้เขาสู้ต่อไป และกลับมาคืนฟอร์มเทพอีกครั้ง เพราะนี่แหละคือดาวยิงความหวังของไทยในยุคนี้ต่อจาก ธีรศิลป์ แดงดา

 

ต้องยอมรับเลยว่าการตกรอบของ ทีมชาติไทย ในศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 สร้างความผิดหวังให้แฟนบอลไทยมากเหลือเกิน เพราะการที่จะยกระดับสู่ระดับเอเชีย เกมในระดับภูมิภาคแบบนี้ก็ไม่ควรที่จะพลาดเด็ดขาด

แต่แน่นอนฟุตบอลมันไม่มีใครชนะไปตลอด สำหรับหน้าที่ของแฟนบอลก็คงทำได้เพียงซัพพอร์ต และคอยตามเชียร์ ทีมชาติไทย ตลอดไปอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามแม้ทุกคนจะผิดหวัง แต่ก็ขอให้ ทัพช้างศึก กลับมาแข็งแกร่งโดยไว เพราะยังมีรายการเอเชียน คัพ 2019 รออยู่ และนั่นอาจเป็นโอกาสสุดท้ายของ มิโลวาน ราเยวัช ที่จะได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง!!