ชี้ชะตาที่ราชมัง!! 5 ปัจจัยชี้ชัด ช้างศึก เตรียมเปิดบ้านอัด เสือเหลือง

1 week ago
1,608 reads • 1,979 shares
ชี้ชะตาที่ราชมัง!! 5 ปัจจัยชี้ชัด ช้างศึก เตรียมเปิดบ้านอัด เสือเหลือง
โดย:

5 ประเด็นชี้ชัด ทีมชาติไทย เตรียมเปิดบ้านชนะ มาเลีซย ในซูซูกิ คัพ 2018 รอบรองชนะเลิศ​เลกสอง

ศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 เดินทางเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายเต็มที โดยคืนนี้ ทีมชาติไทย เตรียมลงฟาดแข้งในรอบรองชนะเลิศ เลกสองด้วยการเปิดบ้านพบคู่ปรับอย่าง มาเลเซีย

โดยในเลกแรกทั้งสองทีมเสมอกันมา 0-0 ทำให้โอกาสสำหรับการเข้ารอบยังเปิดกว้างทีเดียว

อย่างไรก็ตามการได้เล่นในราชมังคลากีฬาสถานก็นับเป็นความได้เปรียบอีกอย่างที่น่าจะทำให้ผลงานของลลูกทีม มิโลวาน ราเยวัช ดูดีกว่าเดิมแน่ๆ

และนี่คือ 5 ปัจจัยชี้ชัด ทัพช้างศึก เตรียมเปิดบ้านดับ เสือเหลือง พร้อมตีตั๋วไปรรอในรอบชิงชนะเลิศ!!

 

ช้างศึกเล่นในบ้านข่มมิด!!

ที่ผ่านมาทั้งสองทีมเคยพบมาแล้วในศึกชิงแชมป์อาเซียน 14 ครั้ง และเป็น ทีมชาติไทย ที่คว้าชัยไป 7 ครั้ง เสมอ 4 และแพ้ไปแค่ 3 นัดเท่านั้น (รวมเลกแรกแล้ว)

แต่ที่น่าสนใจคือหากนับเฉพาะที่ไทยเป็นเจ้าบ้าน 4 ครั้ง ช้างศึก เก็บชัยได้แบบ 100% เต็มๆ

ที่มากไปกว่านั้นคือนัดสุดท้ายที่ มาเลเซีย บุกมาชนะได้ถึงแดนสยามต้องย้อยนกลับไปตั้งแต่ปี 1978 หรือ 40 ปีที่แล้วนู้นเลย

และหากนับเฉพาะเกมในบ้านของ ทีมชาติไทย ในรายการชิงแชมป์อาเซียน นับตั้งแต่ครั้งแรกในปี 1996

ถึงตอนนี้ ไทย เล่นในบ้านไปทั้งหมด 26 นัดโดยเป็นการชนะไปถึง 24 เสมอ 4 และแพ้ไปเพียงเกมเดียว (แพ้ เวียดนาม ปี 2008) ยิ่งแสดงให้เห็นว่า ช้างศึก ในบ้านนี่แกร่งสุดจริงๆ ในภูมิภาคนี้

 

อย่าเอา นิว-ปก ไปยืนริมเส้น

แผนถนัดของ ทีมชาติไทย ในยุคของ มิโลวาน ราเยวัช ส่วนใหญ่จะมาในระบบ 4-2-3-1 โดยใช้ 3 ตัวแนวรุกคอยทำเกมอยู่หลังกองหน้าตัวเป้านั่นเอง

และก็อย่าวที่เห็นมาตลอดหลายเกม ระบบนี้ค่อนข้างทำให้ไทยดูมีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งเกมรับ และรุก

แต่กลับกันในซูซูกิ คัพ 2018 ช่วง 3 นัดหลังสุด กุนซือชาวเซอร์เบียเลือกถอดปีกอาชีพออก และส่งมิดฟิลด์ตัวกลางลงไปแทน

พร้อมขยับ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ หรือ ปกเกล้า อนันต์ คนใดคนนึงถ่างออกไปเล่นริมเส้นแทน ซึ่งชัดเลยว่ามันไม่เวิร์คสุดๆ

จากเกมรุกที่กำลังไหลลื่นก็ไปตันเพราะอย่างที่ทราบ “เจ้านิว กับ เจ้าปก” ไม่ใช้นักเตะที่มีความเร็ว ไปกับบอลได้ดีแบบตัวริมเส้นธรรมชาติ ซึ่งเมื่อเอาออกไปเล่นตรงนั้นก็เสียของเปล่าๆ แถมเกมแดนกลางก็กลายเป็นจุดบอดขึ้นมาทันที

ดังนั้นหาก ราเยวัช ยังหวังได้ผลการแข่งขันที่ดีห้ามเด็ดขาดที่จะฝืนเอามิดฟิลด์ตัวกลางขยับไปเล่นตรงริมเส้น

 

7 นัดหลัง 2 เม็ดขึ้นที่ราชมัง!!

นอกจาก ทีมชาติไทย จะสามารถเก็บชัยได้เกือบทุกนัดที่เล่นเป็นเจ้าบ้านแล้ว หากนับเฉพาะการลงเล่นที่ ราชมังคลากีฬาสถาน

7 เกมหลังสุดในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ของ ทัพช้างศึก ชนะรวดทั้ง 7 นัดและยิงไม่ต่ำกว่า 2 ประตูขึ้นไปทั้งสิ้น และถ้าเฉลี่ยแล้วตกนัดนึงเราต้องยิงไปราวๆ 3.5 ประตูเลยทีเดียว

กลับกัน มาเลเซีย ที่เล่นในฐานะทีมเยือน 3 นัดหลังสุดชนะไปเพียงเกมเดียว และแพ้ไปถึง 2 นัดด้วยกัน

ทำให้ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดจริงๆ ก็มีโอกาสสูงที่ ทัพช้างศึก จะระดมยิงอัดทีมเยือนเดินหน้าสู่รอบชิงต่อไป

 

ห้ามอุดเด็ดขาด

จากศักยภาพ รวมทั้งฟอร์มการเล่นหรืออะไรทุกๆ อย่างต้องยอมรับเลยว่า ทีมชาติไทย เหนือกว่า ทุกทีมในอาเซียนไปหมด

แต่ก็น่าสนใจเหมือนกันว่าทำไม มิโลวาน ราเยวัช ถึงเลือกที่จะเน้นตั้งรับ และรักษาสกอร์มากกว่า การเร่งทำเกมรุกเพื่อปิดเกม

โดยเฉพาะเกมเยือนทั้ง ฟิลิปปินส์ และ มาเลเซีย เห็นได้ชัดเลยว่าบุกไปตั้งรับ และรอสวนมากกว่าจริงๆ

กลับกันเกมนัดนี้ ทัพช้างศึก ขอเพียงแค่ชนะไม่ว่าสกอร์ใดก็ตามก็จะเข้าสู่รอบชิงทันที จากผลที่เสมอมา 0-0 ในเลกแรก

ซึ่งแน่นอนว่าโอกาสที่ ทีมชาติไทย จะเข้ารอบนั้นมีสูงกว่าอยู่แล้ว แต่กลับกันหากมาหวังตั้งรับแน่นเหมือนเดิมบอกเลยแฟนบอลคงมีเสียวสันหลังกันบ้างแหละ

 

ต้องกล้าใช้ตัวอื่น

เมื่อ มงคล ทศไกร ทำผลงานได้ไม่ค่อยดีนัก มิโลวาน ราเยวัช ก็เลือกส่ง ศุภชัย ใจเด็ด ลงมาเล่นแทนซึ่งกลายเป็นเวิร์ค และส่งผลดีต่อทีมอย่างเห็นได้ชัด

แต่กลับกันในตำแหน่งอื่นๆ เขาน่าลองเปิดโอกาสให้แข้งฟอร์มดีจากไทยลีก 2018 ได้ลงไปฉายแสงแบบเต็มที่บ้าง

จริงอยู่ที่ทีมชุดนี้เหลือเพียง เควิน ดีรมรัมย์ กับ สรานนท์ อนุอินทร์ เท่านั้นที่ยังไม่ได้ลงสนาม

แต่นักเตะอย่าง สุมัญญา ปุริสาย, ศศลักษณ์ ไหประโคน, ชนานันท์​ ป้อมบุบผา หรือแม้กระทั่ง ปกรณ์ เปรมภักดิ์ ก็แทบไม่ได้มีส่วนร่วมกับเกมได้มากเลย หัลงเขามักได้รับโอกาสลงสนามช่วงแบบท้ายเกมจริงๆ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนตามแท็คติกมากกว่า

บางทีหากต้องการแก้เกมแดนกลาง “เจ้าตั๊ก” ก็ดูจะมีประโยชน์มากทีเดียว และเลือกถอดมิดฟิลด์ตัวหลักออกสักคน

หรือตัวริมเส้นอย่าง ปกรณ์ ก็มีประโยชน์เรื่องเปิดบอล, ศศลักษณ์ ก็เล่นได้ทั้งปีก และแบ็ก, ชนานันท์ ก็พร้อมที่จะลงมาช่วยในการพังประตู

ซึ่งหาก มิโลวาน ราเยวัช กล้าที่จะใช้พวกเขาเหล่านี้บ้าง เกมรุกไทยก็น่าจะดูมีหลายมิติมากกว่าเดิมแน่นอน

 


แน่นแนว่าเป้าหมายของ ทีมชาติไทย ชุดนี้คือแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 เท่านั้น

ซึ่งจากปัจจัยอะไรหลายๆ หาก ทัพช้างศึก ไม่พลาดเอง หรือไปเล่นแบบประมาท ดูแล้วไม่น่าพลาดที่จะเอาชนะ มาเลเซีย เข้าไปรอในรอบชิงชนะเลิศได้แบบไม่ต้องลุ้นกันเหนื่อยนัก

และเช่นเคยคืนนี้แฟนบอลไทยเรามีนัดกันที่ ราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อส่งแรงใจเชียร์ ทัพนักเตะไทย ให้ไล่บี้ ทีมเสือเหลืองกัน!!