Fact หลังเกม : 5 จุดต้องพูดถึงหลัง ช้างศึก บุกเจ๊า เสือเหลือง ไร้สกอร์

1 week ago
2,235 reads • 1,466 shares
Fact หลังเกม : 5 จุดต้องพูดถึงหลัง ช้างศึก บุกเจ๊า เสือเหลือง ไร้สกอร์
โดย:

5 ประเด็นต้องพูดถึงหลังเกมที่ ทีมชาติไทย บุกเสมอ มาเลเซีย 0-0 ในเลกแรก ของรอบรอง ซูซูกิ คัพ 2018

เป็นอีกนัดที่แฟนบอลไทยคงอึดอัดกันทั้งประเทศหลัง ทีมชาติไทย ทำได้เพียงบุกเสมอ มาเลเซีย 0-0 ในเลกแรกของรอบรองชนะเลิศ ในศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018

ด้วยรูปเกมที่ดูจะเน้นรับมากเกินไป ทำให้นี่เป็นเกมแรกที่ ทัพช้างศึก ไม่สามารถทำประตูได้ในรายการนี้ด้วย จึงไม่แปลกที่หลายคนจะผิดหวังกับผลการแข่งขันที่เกิดขึ้น

และนี่คือ 5 เรื่องต้องพูดถึงหลังเกมที่ บูกิต จาลิล สเตเดี้ยม เมื่อคืนที่ผ่านมา


1. อาถรรพ์บูกิตจาลิล

ก่อนเกมเมื่อคืนที่ผ่านมา ทีมชาติไทย เคยบุกเยือน มาเลเซีย ที่สนาม บูกิต จาลิล มาแล้ว 3 ครั้ง ในศึกชิงแชมป์อาเซียน ปรากฏว่า ไทย ไม่เคยชนะเลยสักครั้ง (เสมอ 1 แพ้ 2 นัด)

ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมในรอบแรก ทำให้แฟนบอลไทยหวังว่าทีมน่าจะล้างอาถรรพ์นี้สำเร็จสักที

แต่แล้วผลก็ไม่เป็นไปตามที่คาดเมื่อ ทัพช้างศึก ทำได้เพียงบุกเสมอแบบไร้สกอร์ นั่นเองทำให้สถิติดังกล่าวถูกยืดออกไปอีกครั้ง

 

2. นิว-ปก เล่นริมเส้นไม่ได้

ไม่รู้ว่า มิโลวาน ราเยวัช คิดอะไรอยู่ถึงเลือกถอด ศุภชัย ใจเด็ด หนึ่งในนักเตะที่เล่นงานแนวรับเจ้าถิ่นได้ดีที่สุดคนนึงในครึ่งแรก และส่ง ปกเกล้า อนันต์ ลงมาเล่นแทนทันทีตั้งแต่เริ่มครึ่งหลัง

พร้อมปรับระบบจาก 4-2-3-1 มาใช้ 4-1-4-1 โดยขยับ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ออกไปเป็นตัวริมเส้นแทน

และก็อย่างที่เคยเห็นกันว่า “เจ้านิว” จะทำผลงานได้ดีในการเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางแบบมีคู่ขามากกว่าถ่างออกข้าง แน่นอนว่าเขาไม่ได้เป็นตัวจี๊ดที่ไปกับบอลได้ดี และมีความเร็วขนาดนั้น จึงดูเหมือนจะเสียของไปเปล่าๆ

และก็ไม่ต่างกันนักเมื่อลองสลับเอา ปกเกล้า อนันต์ ไปเป็นตัวริมเส้นบ้าง ก็ไม่ได้ทำให้เกมรุกริมเส้นเรามีประสิทธิภาพขึ้นเลย

และเมื่อเราเลือกถอดแข้งที่สร้างสรรค์เกมรุกได้ดีออกไป และอัดแดนกลางแน่นๆ แต่กลับคุมเกมไม่ได้ เกมส่วนใหญ่ในครึ่งหลังจึงโดนมาเลเซีย ขึงอยู่ฝั่งเดียว

 

3. ตั้งรับเยอะเกิ๊น!!

แม้เกมนี้ ทีมชาติไทย จะยึดตัวจริงจากนัดถล่ม สิงคโปร์ 3-0 มาทั้ง 11 คน แต่กลายเป็นว่ารูปแบบการเล่นเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

เมื่อ ทัพช้างศึก กลับเล่นตั้งรับลึก และอาศัยลูกโต้กลับมากกว่าจะใช้เกมรุกเพื่อกดดัน มาเลเซีย

แถมจากสถิติเกมนี้ เจ้าถิ่นมีโอกาสยิงมากกว่าไทยถึง 3 เท่า (โอกาสยิง มาเลเซีย 15 ครั้ง, ไทย 5 ครั้ง)

นอกจากนี้ ทัพช้างศึก ก็ยังมีข้อผิดพลาดเรื่องการเสียบอลง่ายมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจ่ายบอลพลาด, จับบอลหลุดไปเอง รวมทั้งจังหวะตัดบอลได้ก็รีบเคลียร์ทิ้งมากไป จนไม่มีโอกาสได้ทำเกมรุกอย่างถนัดเลย

อย่างไรก็ตามก็ยังโชคดีที่ไม่เสียประตู ไม่งั้นนัดต่อไป ที่จะเปิด ราชมังคลากีฬาสถาน ชี้ชะตาในวันที่ 5 ธันวาคม คงเป็นงานหินกว่าเดิมแน่

 

4. ผล 0-0 ไม่เสียหาย แต่อันตราย

เอาเข้าจริงผลเสมอ 0-0 ของ ทีมชาติไทย ในเกมเมื่อคืนที่ผ่านมาก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะจากผลแบบนี้เหมือนเกมเลกสองที่ ราชมังคลากีฬาสถาน ต้องเริ่มนับหนึ่งกันใหม่

และ ทัพช้างศึก ขอเพียงชนะด้วยสกอร์เท่าไรก็ได้ ก็จะเข้ารอบชิงชนะเลิศทันที

แต่ในขณะเดียวกันเมื่อไม่สามารถบุกคว้าอะเวย์โกลได้ ก็ต้องระวังให้ดีในการเล่นเป็นเจ้าบ้าน เพราะว่าหาก มาเลเซีย ขึ้นนำไปก่อน หรือทำประตูได้ งานเข้าแน่นอน

และบางทีแข้งไทยอาจมีความกดดันกันเหมือนกัน แต่เชื่อเหลือเกินว่าถ้าเราได้ประตูออกนำไปก่อนในเลกสอง โอกาสเข้าชิงสดใสเลยทีเดียว

 

5. AK9 สุดโดดเดี่ยว

จากผลงาน 8 ประตูของ อดิศักดิ์ ไกรษร ในรอบแบ่งกลุ่มทำให้เกมนี้เขาโดนแนวรับมาเลเซียประกบติด ชนิดที่ว่าแผลงฤทธิ์ไม่ค่อยออกเลย จะมีโอกาสจะแจ้งอยู่ครั้งนึงก็ช่วงต้นครึ่งหลังที่ซัดข้ามคานออกไป

จุดนึงที่ทำให้ AK9 ไม่สามารถทำประตูได้ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความโดดเดี่ยวในเกมรุก หลังรูปแบบ มิโลวาน ราเยวัช เกมนี้เน้นรับลึก แต่กลับไม่ช่วยกันเติมเกมรุกเมื่อได้โอกาสโต้กลับ

เห็นได้ชัดเลยว่าจะมีเพียง นูรูล ศรียานเก็ม, ศุภชัย ใจเด็ด และ สรรวัชญ์ เดชมิตร เท่านั้นที่คอยช่วยซัตพอร์ตเกมรุก

กลับกันเมื่อ 2 รายแรกถูกเปลี่ยนตัวออกไป “เจ้ากอล์ฟ” ก็แทบถูกตัดออกไปจากเกมด้วยซะอย่างงั้น

 


ผลเสมอ 0-0 ก็ไม่ได้ทำให้ ทีมชาติไทย เสียเปรียบ หรือเสียหายนักก่อนจะกลับมาเล่นที่ ราชมังคลากีฬาสถาน

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฟอร์มการเล่น และแท็กติกวันนี้ดูจะไม่ค่อยถูกใจแฟนบอลมากนัก เพราะด้วยศักยภาพอะไรหลายๆ อย่างเราควรทำได้ดีกว่านี้ อย่างน้อยๆ ก็ควรคว้าอะเวย์โกลกลับบ้านเพื่อกดดัน มาเลเซีย ซะหน่อย

อย่างไรก็ตามวันที่ 5 ธ.ค. นี้เชื่อเหลือเกินว่า ทีมชาติไทย ก็ไม่น่าพลาดคว้าชัยพร้อมทะลุเข้าไปรอในรอบชิงแน่นอน