Fact หลังเกม : 5 จุดเห็นชัด จากเกมสเปอร์สเปิดบ้านอัดเชลซี 3-1

2 weeks ago
686 reads • 1,008 shares
Fact หลังเกม : 5 จุดเห็นชัด จากเกมสเปอร์สเปิดบ้านอัดเชลซี 3-1
โดย:

5 จุดเห็นชัดจากเกมบิ๊กแมตช์พรีเมียร์ลีก คืนวันเสาร์ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ชนะ เชลซี 3-1

ในที่สุด เชลซี ภายใต้การคุมทีมของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ซึ่งไม่แพ้ใครเลยนับตั้งแต่พรีเมียร์ลีกเปิดฤดูกาล ก็ต้องพบกับความปราชัยนัดแรก เมื่อออกไปโดนคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เปิดบ้านอัดไป 3-1 ในคืนวันเสาร์

หากใครได้ดูเกม จะเห็นว่า สเปอร์ส ควรจะชนะให้ขาดลอยกว่านี้ เมื่อมีโอกาสลุ้นทำประตูแบบหวาดเสียวนับไม่ถ้วน แต่แข้งไก่เดือยทองยิงเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาหลายหน ทว่าผลการแข่งขันที่ออกมา ก็ต้องถือว่าแฟนไก่เดือยทองคงมีความสุขมากๆ แล้ว

ทีมของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ขยับขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ของตาราง โดยมีคะแนนนำ เชลซี 2 คะแนน และตามหลังจ่าฝูงอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แบบไม่ห่างเกินไป (5 แต้ม) ถือว่าอาจเป็นอีกทีมที่มีลุ้นแชมป์จนถึงโค้งสุดท้ายก็ได้...

สำหรับบทสรุปของเกมที่ เวมบลีย์ สเตเดี้ยม เมื่อคืนนี้ มีจุดที่เห็นได้ชัดเจน 5 ข้อใหญ่ๆ ด้วยกัน

 

1. หมาก "ซาร์รี่" โดน "พอช" แก้เกมเรียบร้อย

จากการที่ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ใช้ 11 ตัวจริงชุดเดิมๆ ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกอย่างต่อเนื่อง ทำให้คู่แข่งหลายคนเริ่มเดาแท็กติก และสไตล์การเล่นของ เชลซี ในฤดูกาลนี้ออก

และ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือของ สเปอร์ส ก็แสดงให้เห็นว่า เขาหาวิธีมารับมือได้ไม่ยากเลย

ทีมไก่เดือยทองมีกองกลางที่สดและเคลื่อนที่ได้ดีหลายคน โปเช็ตติโน่ จึงอัดมิดฟิลด์ถึง 4 คนลงใน 11 ตัวจริง เพื่อบดบี้กับแผงมิดฟิลด์ของ เชลซี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ "พอช" อ่านออกอย่างแตกฉาน ว่าจุดเริ่มต้นของการเซตเกมของทีมเยือน เริ่มจากกองกลางตัวโฮลด์บอลอย่าง จอร์จินโญ่



เกมนี้ จอร์จินโญ่ ถูกเข้าเพรสซิ่งประชิดตัวไม่ให้จ่ายบอลได้ถนัดตลอดเกม ทำให้กองกลางทีมชาติอิตาลี ต้องพบกับเกมที่จ่ายบอลเข้าเป้าน้อยที่สุด ตั้งแต่มาค้าแข้งในอังกฤษ (เพียง 82.69% เท่านั้น)

เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ซึ่งควรจะรับบทตัวตัดเกม ก็ยังต้องวิ่งเป็นกองกลางแบบ "บ็อกซ์ ทู บ็อกซ์" จนจบเกม และการรับบทบาทที่ไม่ถนัดเท่ากลางรับ พอมาเจอการช่วยกันเล่น และท็อปฟอร์มสุดๆ ของมิดฟิลด์ สเปอร์ส กองกลางแชมป์โลกก็เจอความลำบากไปอีกคน

เชลซี อาจมีสถิติการผ่านบอลเหนือกว่ามาก (758 ครั้ง ส่วนเจ้าบ้าน 553 ครั้ง) แต่หมากของกุนซือไก่เดือยทอง เน้นชัดเจนว่าเมื่อตัดบอลได้ ให้โจมตีเร็วทันที ดังนั้นเปอร์เซ็นต์ครองบอลที่เป็นรอง จึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ตราบใดที่ เชลซี เซตเกมกันขึ้นมาถึงพื้นที่อันตรายไม่ได้

 

2. "ดาวิด ลุยซ์" กลายเป็นบ่อน้ำมัน

ทั้ง 3 ประตูที่ เชลซี เสียในเกมนี้ ต้องบอกเลยว่า ดาวิด ลุยซ์ มีส่วนทุกลูก ไม่ว่าจะเป็นการเป็นคนทำฟาวล์ แฮร์รี่ เคน จนทีมเสียฟรีคิก ซึ่งนำมาสู่ประตูแรก ต่อด้วยการยืนหลบลูกยิงของ เคน จนบอลพุ่งกระดอนพื้นเข้าตุงตาข่ายง่ายๆ ในประตูที่ 2

ประตูที่ 3 ยิ่งแล้วใหญ่ กองหลังบราซิเลียนเข้าพรวดจนโดน ซน ฮึง-มิน แตะหลบไปซัดเสียบเสาไกลอย่างง่ายดาย

ตอนนี้บรรดาแฟนสิงโตน้ำเงินคราม ต่างเรียกร้องให้สโมสรหาเซนเตอร์แบ็กเกรดดีกว่านี้มาใช้งานได้แล้ว เพราะ ลุยซ์ ยังมีฟอร์มไม่มั่นคงพอที่จะฝากความหวังไว้ได้ตลอดฤดูกาล

 

3. "อัลลี่" ถูกโฉลกกับเชลซี

จากผลงาน ยิง 1 จ่าย 1 ในเกมนี้ ทำให้ เดเล่ อัลลี่ มีสถิติการมีส่วนกับประตูในการพบกับ เชลซี รวมทุกรายการถึง 8 ลูก (ยิง 6 แอสซิสต์ 2) จากการลงเล่นบู๊กับทีมสิงโตน้ำเงินคราม รวมทุกรายการ

ชัยชนะนัดนี้ ยังถือเป็นการชนะ เชลซี 2 นัดติดต่อกันของ อัลลี่ เป็นครั้งแรกด้วย หลังจากการเจอกันที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อซีซั่นก่อน ดาวเตะทีมชาติอังกฤษ ก็เหมาคนเดียว 2 ลูก พาทีมบุกชนะ 3-1

จริงๆ แล้ว นอกจาก อัลลี่ ต้องบอกเลยว่านักเตะของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ต่างทำผลงานสุดยอดกันเกือบทั้งทีม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดากองกลางทั้ง มุสซ่า ซิสโซโก้ กับ คริสเตียน เอริคเซ่น รวมไปถึง ซน ฮึง-มิน ที่โชว์ฟอร์มจี๊ดจ๊าดมาก ในการรับบทบาทหน้าคู่กับ แฮร์รี่ เคน ในเกมนี้

 

4. เชลซี ไม่มีกองหน้าไว้ใจได้จริงๆ จังๆ

อัลบาโร่ โมราต้า ทำท่าว่าจะเป็นความหวังที่ฝากผีฝากไข้ได้ให้กับแดนหน้าของ เชลซี เพราะ 4 นัดก่อนหน้านี้ ที่ได้ลงตัวจริงในพรีเมียร์ลีก เขายิงรวมกันไป 3 ประตู

อย่างไรก็ตาม หัวหอกทีมชาติสเปนกลับเล่นได้ไร้ประโยชน์ในเกมเมื่อคืนนี้ เมื่อหาโอกาสยิงตรงกรอบไม่ได้สักครั้ง แต่กลับโดนจับล้ำหน้าถึง 3 หน

แม้ว่า โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ จะลุกจากม้านั่งสำรองมาโขกประตูตีไข่แตกให้ทีมเยือน หยุดสถิติยิงในลีกซีซั่นนี้ไม่ได้ลงเสียที แต่การที่ก่อนหน้านี้ หัวหอกทีมชาติฝรั่งเศสคลำเป้าไม่เจอมานาน ก็เป็นหลักฐานว่า ชิรูด์ ก็ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกเช่นกัน

 

5. "สเปอร์ส" โคตรเทพใน ดาร์บี้ แมตช์

นับตั้งแต่ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เมื่อปี 2014 กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ ทำให้ทีมไก่เดือยทองชนะในเกมพรีเมียร์ลีกนัด "ลอนดอน ดาร์บี้แมตช์" มากกว่าทุกทีมในเมืองหลวงแดนผู้ดี (22 นัด)

นับเฉพาะฤดูกาลนี้ สเปอร์ส ชนะ 100% ในการเจอทีมคู่ปรับร่วมเมือง โดยชนะ ฟูแล่ม 3-1 (เหย้า), ชนะ เวสต์แฮม 1-0 (เยือน), ชนะ คริสตัล พาเลซ 1-0 (เยือน) ก่อนจะมาเปิดบ้านอัดสิงห์บลูส์อีก 3-1 ในนัดล่าสุด

 

ชัยชนะในเกมสำคัญครั้งนี้ น่าจะทำให้ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ มั่นใจขึ้นเยอะ ในการหวังลุ้นแชมป์อีกทีม ส่วนทางด้าน เชลซี ก็คงต้องไปทำการบ้านอีกมาก และ เมาริซิโอ ซาร์รี่ คงรู้แล้วว่า เขาจะใช้แผนเดิมๆ วิธีการเล่นเดิมๆ ไปตลอดไม่ได้แล้ว