นัดตัดสินแชมป์กลุ่ม!! ส่อง 5 ประเด็นสำคัญ ก่อน อังกฤษ บู๊ โครแอต คืนนี้

3 weeks ago
93 reads • 88 shares
นัดตัดสินแชมป์กลุ่ม!! ส่อง 5 ประเด็นสำคัญ ก่อน อังกฤษ บู๊ โครแอต คืนนี้
โดย:

5 ประเด็นสำคัญก่อนเกม ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก นัดตัดสินแชมป์กลุ่ม 4 ลีกเอ อังกฤษ พบ โครเอเชีย

ศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก กำลังจะได้บทสรุปของทุกกลุ่ม ซึ่งในคืนนี้ (วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน) เกมระหว่าง อังกฤษ พบ โครเอเชีย (21.00 น.) ถือเป็นนัดที่ตัดสินชะตาของกลุ่ม 4 ของลีก A ว่าระหว่าง สเปน, อังกฤษ และ โครเอเชีย ทีมใดจะเป็นแชมป์กลุ่ม และได้สิทธิ์เข้ารอบสุดท้าย และทีมใดที่จะต้องร่วงตกชั้นลงไปเล่นในลีก B ในฤดูกาลหน้า

ไปดูกันว่า 5 ประเด็นสำคัญที่น่าจับตาดูสำหรับเกมสำคัญคู่นี้มีอะไรบ้าง...


1. ทั้ง 2 ทีมห้ามเล่นเพื่อเสมอ!!

หากผลการแข่งขันคู่นี้ออกมาเสมอกัน จะเป็นการยกตำแหน่งแชมป์กลุ่ม และสิทธิ์ในการผ่านเข้ารอบสุดท้ายกลางปีหน้าให้กับ สเปน ที่แข่งครบโปรแกรมไปแล้วทันที 

แต่ในทางกลับกัน ทีมใดที่ชนะคืนนี้ จะเป็นแชมป์กลุ่ม เช่นกัน โดยทีมที่พ่ายแพ้จะต้องตกชั้นลงไปเล่นใน ลีก B ฤดูกาลหน้าแทน

สเปน ที่แข่งไป 4 นัด สะสมไป 6 แต้ม (ชนะ 2 แพ้ 2) รอแช่งให้ผลคืนนี้ออกเสมอกันให้ได้ ส่วน อังกฤษ และ โครเอเชีย มี 4 แต้มจาก 3 นัดเท่ากัน

การเจอกันหนแรกที่บ้านของโครเอเชียนั้น เสมอกันมา 0-0 หากเกมที่ เวมบลีย์ สเตเดี้ยม คืนนี้ จบลงด้วยผลเสมอแบบมีประตู โครเอเชีย จะเป็นรองแชมป์กลุ่ม โดยถีบ อังกฤษ ตกชั้นไป ด้วยเฮดทูเฮดที่เหนือกว่าด้วยกฎประตูทีมเยือน

แต่หากเสมอกันด้วยสกอร์ 0-0 เหมือนตอนที่เจอกันที่บ้านทีมตาหมากรุก อังกฤษ จะเป็นอันดับ 2 และ โครเอเชีย ตกชั้น แทน เพราะผลต่างประตูได้-เสีย ทีมสิงโตคำรามดีกว่า

 

2. จับตาโครแอตจะทำแสบสิงโตอีกหรือไม่?

แม้สถิติการเจอกันรวมทุกรายการที่ ฟีฟ่า ได้บันทึกไว้ อังกฤษ จะเหนือกว่านิดๆ (ชนะ 4 เสมอ 2 แพ้ 3) แต่ โครเอเชีย มักจะเอาชนะทีมสิงโตคำรามในนัดสำคัญๆ ที่เป็นการชี้ชะตาของรายการใหญ่ๆ ได้บ่อยๆ

ไม่ว่าจะเป็นในนัดสุดท้ายของศึก ยูโร 2008 รอบคัดเลือก เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2007 ทีมตาหมากรุกก็บุกไปชนะถึง เวมบลีย์ สเตเดี้ยม ได้ 3-2 จนทำให้ อังกฤษ อดไปโชว์ฝีเท้าในศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ที่ประเทศออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์

และล่าสุดไม่นานมานี้เองในศึก ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย โครเอเชีย ก็จัดการแซงชนะทัพ ทรี ไลอ้อนส์ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ หยุดความฝันของแฟนบอลแดนผู้ดีที่จะได้ถ้วยแชมป์โลกกลับสู่บ้านเกิด และทำให้ทีมตาหมากรุกสร้างประวัติศาสตร์เข้าชิงบอลโลกได้เป็นสมัยแรก

คืนนี้ผู้ชนะจะได้สิทธิ์เป็น 1 ใน 4 ทีมที่เล่นรอบชิงแชมป์ ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก กลางปีหน้า ส่วนผู้แพ้ต้องตกชั้นลงไปแข่งกับทีมที่มาตรฐานต่ำกว่าในลีก B ฤดูกาลหน้าแทน

จึงน่าจับตาดูเหลือเกินว่า คราวนี้ อังกฤษ จะเป็นฝ่ายมีชัยในนัดสำคัญบ้าง หรือว่าจะโดนพวกโครแอตย้ำแค้นแบบแสบสันต์อีกหน

 

3. "กัปตันเคน" จะกลับมายิงให้ทีมชาติได้อีกหรือยัง?

แม้ แฮร์รี่ เคน จะมีดีกรีดาวซัลโวสูงสุดของศึก ฟุตบอลโลก 2018 เมื่อยิงไป 6 ประตูในทัวร์นาเมนต์ที่รัสเซีย

แต่ว่านับตั้งแต่กดจุดโทษในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่พบกับ โคลอมเบีย แล้ว ดาวยิงจาก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ก็ไม่สามารถยิงประตูในนามทีมชาติมานานถึง 7 นัดติดต่อกัน

ถ้าจำได้ดี ในเกมรอบรองชนะเลิศบอลโลกที่ผ่านมา "กัปตันเคน" คือคนที่เล่นได้น่าผิดหวังที่สุด และมีจังหวะพลาดจ่อๆ หน้าประตู ก่อนที่ทีมตาหมากรุกจะฉวยโอกาสแซงชนะไปซะอย่างนั้น

คืนนี้ที่หัวหอกวัย 25 จะได้เล่นต่อหน้าแฟนบอลตัวเองใน เวมบลีย์ สเตเดี้ยม ถือเป็นโอกาสดีที่สุด ที่เขาจะต้องแก้ตัวให้สำเร็จ!!

 

4. จับตา 11 คนแรกที่แท้จริงของ "เซาธ์เกต"

หมากที่ แกเร็ธ เซาธ์เกต ใช้ในการพาทีมชาติอังกฤษทะลุไปถึงรอบรองชนะเลิศศึกฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมาคือ 3-1-4-2 แต่ 3 เกมหลังสุด เขาใช้แผน 4-3-3 

จอห์น สโตนส์ กับ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ น่าจะเป็นคู่เซนเตอร์ตัวเลือกแรก แต่ที่น่าสนใจคือแบ็กขวาที่แย่งกันเข้มข้น ระหว่าง คีแรน ทริปเปียร์, ไคล์ วอล์คเกอร์ และ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่เพิ่งยิงประตูแรกในนามทีมชาติได้ นัดอุ่นเครื่องที่ถล่ม สหรัฐอเมริกา 3-0

ส่วนแบ็กซ้าย ตอนนี้ เบน ชิลเวลล์ ดาวรุ่งจาก เลสเตอร์ ซิตี้ คือตัวเลือกอันดับหนึ่ง คงจองตัวจริงต่อแบบไม่มีปัญหา

แผงมิดฟิลด์คือตำแหน่งที่ เซาธ์เกต เลือกยากที่สุด โดย จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เอริก ดายเออร์, รอสส์ บาร์คลี่ย์, เดเล่ อัลลี่, แฮร์รี่ วิงค์ส และ เจสซี่ ลินการ์ด มีโอกาสลงตัวจริงทุกคน

ขณะที่แดนหน้า นอกจาก แฮร์รี่ เคน กัปตันทีมที่ยังไงก็จองตำแหน่งหน้าเป้าแล้ว ราฮีม สเตอร์ลิง, จาดอน ซานโช่, มาร์คัส แรชฟอร์ด และรวมถึง เจสซี่ ลินการ์ด ที่เป็นตัวจริงในตำแหน่งปีกซ้ายนัดชนะ สหรัฐอเมริกา 3-0 และซัดประตูแรกได้ ก็พร้อมลุ้นแย่งตัวจริงกัน

ส่วน ซลัตโก้ ดาลิช กุนซือของโครเอเชีย ยังคงใช้ระบบ 4-2-3-1 ต่อเนื่องมาจากบอลโลก ซึ่งแม้จะไม่มี มาริโอ มานด์ซูคิช กองหน้าที่อำลาทีมชาติไปแล้ว แต่ตัวหลักๆ ทั้ง ลูก้า โมดริช, อิวาน ราคิติช, อิวาน เปริซิช และ เดยัน ลอฟเรน ยังอยู่กันครบ

5. นัดตัดสิน "โมดริช" ว่าคู่ควร "บัลลง ดอร์" หรือไม่?

ลูก้า โมดริช อาจจะคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมฟุตบอลโลก 2018 จากการพา โครเอเชีย ทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมยูฟ่าฤดูกาลที่ผ่านมา เพราะก่อนหน้านั้นก็พา เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และก็ครองตำแหน่งตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมฟีฟ่าอีกรางวัลก่อนหน้านี้

แต่ผลงานของกองกลางวัย 33 ปีนับตั้งแต่ฤดูกาลใหม่เปิดฉากก็ออกมาไม่ดีนัก เมื่อทีมราชันชุดขาวมีฟอร์มขึ้นๆ ลงๆ ขณะที่ทีมตาหมากรุกก็เพิ่งจะมาได้ชัยชนะที่น่าประทับใจ ในเกมล่าสุดที่เฉือน สเปน 3-2 นี้เอง

ฟอร์มที่ดร็อปไปของ โมดริช ทำให้คู่แข่งคนอื่นๆ ที่มีลุ้นรางวัล "บัลลง ดอร์" เช่นกันทั้ง คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ หรือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มีโอกาสมากขึ้น หลังทำผลงานได้โดดเด่นกว่ามากในช่วงหลัง

อย่างไรก็ตาม เกมนัดนี้ที่จะเป็นนัดชี้ชะตาว่า โครเอเชีย จะได้ผ่านเข้าไปชิงแชมป์ ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก รอบสุดท้ายกลางปีหน้า หากอดีตมิดฟิลด์สเปอร์สโชว์ฟอร์มสุดยอด จนพาทีมบุกคว้าชัยที่ เวมบลีย์ ได้สำเร็จ จะเป็นการเรียกเครดิตที่เป็น "เต็งหนึ่ง" คว้าบอลทองคำไปนอนกอดกลับมาทันที

 

อังกฤษ อาจจะได้เปรียบที่ได้เล่นในบ้าน แต่ โครเอเชีย ก็กำลังได้ใจ และพวกเขาพิสูจน์ให้เห็นมาแล้วในฟุตบอลโลก ว่าหากพวกเขาเล่นด้วยความมั่นใจและมุ่งมั่นเต็มร้อย ก็พร้อมทำให้คู่แข่งน้ำตาตกได้เหมือนกัน!!