Fact หลังเกม : 5 จุดเห็นชัด จากนัดเรือใบทุบผีสบายเท้า 3-1

1 month ago
1,195 reads • 1,632 shares
Fact หลังเกม : 5 จุดเห็นชัด จากนัดเรือใบทุบผีสบายเท้า 3-1
โดย:

5 จุดเห็นชัด จากเกมบิ๊กแมตช์พรีเมียร์ลีกที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-1

ศึก "แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้แมตช์" เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดบ้านเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปแบบสบายๆ 3-1 ซึ่งถือเป็นการล้างแค้นจากที่พ่ายคาถิ่น 2-3 เมื่อฤดูกาลที่แล้ว กลายเป็นเกมที่แสดงให้เห็นถึง "บอลคนละชั้น" กันอย่างชัดเจน

ทีมเรือใบสีฟ้าควบคุมเกมเอาไว้ได้อย่างหมดจดตั้งแต่ครึ่งแรกจนจบเกม ซึ่งหากไม่นับช็อตผิดพลาดช็อตเดียวที่ เอแดร์ซอน โมราเอส ไปรวบ โรเมลู ลูกากู ล้มลงในเขตโทษ ต้องบอกเลยว่าเกมนี้ ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โชว์ฟอร์มได้แบบสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว

ชัยชนะขาดลอยของ แมนฯ ซิตี้ ที่มีเหนือคู่ปรับตลอดกาลนัดล่าสุด แสดงให้เห็นถึงอะไรหลายๆ อย่าง และนี่คือ 5 จุดที่เราขอยกตัวอย่างว่า สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน

 

1. ขุมกำลังเรือใบ เหนือกว่าผีทุกตำแหน่ง

ตั้งแต่แดนหลังยันแดนหน้า จะเห็นได้ชัดเจนว่า คุณภาพของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เหนือกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบลิบลับ

คู่เซนเตอร์แบ็กทีมเรือใบสีฟ้าอย่าง จอห์น สโตนส์ กับ อายเมอริค ลาปอร์กต์ เหนียวแน่นไว้ใจได้ แถมยังเซตเกมรุกตั้งแต่แดนหลังได้ด้วย ผิดกับ คริส สมอลลิ่ง กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่แม้จะได้เล่นคู่กันอย่างต่อเนื่อง แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่แสดงให้เห็นเลยว่า 2 คนนี้เข้าขารู้ใจกัน และยังมีข้อผิดพลาดปล่อยให้คู่แข่งหลุดไปยิงอยู่ตลอด

แบ็ก 2 ข้างทั้ง ไคล์ วอล์คเกอร์ กับ เบนฌาแม็ง เมนดี้ มีความคล่อง, ฟิต และเปิดบอลหวังผลได้มากกว่า แอชลี่ย์ ยัง และ ลุค ชอว์ 

แผงมิดฟิลด์ยิ่งแล้วใหญ่ จะเห็นได้ชัดว่า แฟร์นันดินโญ่ บัญชาเกมตรงกลางสนามได้อย่างเนียนตา จนเปอร์เซ็นต์ครองบอลเจ้าถิ่นสูงกว่ามาก (65% ต่อ 35%) ขณะที่ แบร์นาร์โด้ ซิลวา และ ดาบิด ซิลบา ก็สร้างสรรค์เกมรุกได้ยอดเยี่ยม ช่วยให้ทีมมีลุ้นประตูตลอด



เหลือบมาดูฝั่ง แมนฯ ยูไนเต็ด พอไม่มี ปอล ป็อกบา ที่บาดเจ็บไปคน ก็ไม่มีใครขับเคลื่อนเกมได้เลย เนมานย่า มาติช เชื่องช้าเกินกว่าจะไล่เพรสซิ่งแดนกลางที่คล่องแคล่วของเรือใบสีฟ้าได้ ขณะที่ มารูยาน เฟลไลนี่ ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอเก็บลูกกลางอากาศ หรือบังบอล

ส่วน อันเดร์ เอร์เรร่า ที่ถูกวางตำแหน่งให้ยืนต่ำกว่าปกติ เพื่อคอยไล่ตัดบอล ก็ทำภารกิจไม่สำเร็จ และทำให้ทีมพลาดเสียบอลในแดนตัวเองหลายต่อหลายครั้ง

เซร์คิโอ อเกวโร่ โชว์ความคล่องและการจบสกอร์แบบคนละคลาสกับที่ โรเมลู ลูกากู ทำให้แฟนผีอึดอัดตลอดช่วงหลัง เช่นเดียวกับตัวริมเส้นทั้ง ราฮีม สเตอร์ลิง และ ริยาด มาห์เรซ รวมไปถึงตัวสำรองอย่าง ลีรอย ซาเน่ ก็มีสปีดและความคล่องตัว เล่นบอลจังหวะเดียวได้ดีกว่าตัวริมเส้นของทีมปีศาจแดงทุกคน

แม้กระทั่ง ดาบิด เด เคอา นายด่านที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ภาคภูมิใจว่าไม่เป็นรองใครในโลก ฟอร์ม ณ ตอนนี้ก็ไม่ได้เหนียวหนึบเหมือนเก่าแล้วด้วย ซึ่งต่อให้ เอแดร์ซอน โมราเอส จะทำเสียจุดโทษในเกมนี้ แต่หากวัดผลงานตลอดซีซั่น มือหนึ่งทีมเรือใบสีฟ้าก็ดูจะไว้ใจได้มากกว่าเสียอีก เพราะเสียประตูน้อยที่สุดในลีก (5 ลูก)


2. แนวรับผีแดง คุณภาพเกือบเท่าทีมท้ายตาราง



3 ประตูที่ผีแดงเสียให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อคืน ถือว่าปล่อยให้คู่แข่งยิงง่ายเกินไป ประตูแรกของ ดาบิด ซิลบา และลูกปิดท้ายจาก อิลคาย กุนโดกัน มาจากการเช็คล้ำหน้าพลาด และยืนตำแหน่งกันแบบเสียสมาธิ

ขณะที่ประตูที่ 2 ที่ เซร์คิโอ อเกวโร่ ซัดเต็มข้อ กองหลังผีแดงก็ปล่อยให้หัวหอกอาร์เจนไตน์เล่นชิ่ง 1-2 กับ ริยาด มาห์เรซ ได้แบบไม่แสดงให้เห็นถึงความพยายามมากพอที่จะเข้าสกัด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสียประตูไปถึง 21 ลูก ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ซึ่งถือว่า มากเป็นอันดับ 5 โดยมีเพียงแค่กลุ่มทีมท้ายตารางอย่าง ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ (22 ประตู), เบิร์นลี่ย์ (25 ประตู), คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ (25 ประตู) และ ฟูแล่ม (31 ประตู) เท่านั้น ที่โดนเจาะตาข่ายมากกว่า

ดาบิด เด เคอา ดูเหมือนจะมาตรฐานความเหนียวหนึบตกลงไปด้วย นับตั้งแต่ฟอร์มหลุดในฟุตบอลโลก 2018 ทำให้ปัญหาที่ผีแดงขาดคู่เซนเตอร์แบ็กที่ไว้ใจได้ ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และแสดงหลักฐานออกมาด้วยการเสียประตูง่ายๆ ทุกเกม โดย เด เคอา เก็บคลีนชีตในลีกได้เพียงนัดเดียวเท่านั้น นัดที่บุกชนะ เบิร์นลี่ย์ 2-0

นอกจากนั้นแล้ว นี่ยังเป็นการเสียถึง 3 ประตูในเกมเดียวเป็นครั้งที่ 4 ของทีมปีศาจแดงในซีซั่นนี้ด้วย ยิ่งตอกย้ำว่าบอร์ดบริหารต้องช่วยซื้อเซนเตอร์แบ็กเกรดดีๆ มาช่วย โชเซ่ มูรินโญ่ โดยด่วน เมื่อตลาดซื้อขายนักเตะเปิดอีกครั้งในเดือนมกราคมนี้

 

3. ซีซั่นนี้ "แบร์นาร์โด้" จองตัวจริงยาว

จากการที่ เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเบลเยียมต้องพักยาวเพราะอาการบาดเจ็บ ทำให้ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสได้โอกาสเป็นตัวหลักให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แทนในฤดูกาลนี้ 

ซีซั่นนี้ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ลงสนามรวมทุกรายการให้ต้นสังกัด 17 นัด โดยเป็นตัวจริงถึง 14 ครั้ง หากนับเฉพาะในพรีเมียร์ลีก อดีตดาวเตะโมนาโกก็ได้ลงสนามครบทุกนัด และเป็นตัวจริงถึง 11 เกม

ซึ่งเจ้าตัวทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ยิงรวมทุกถ้วยไปแล้ว 5 ประตู ทำแอสซิสต์ไปอีก 4 ครั้ง ขณะที่ผลงานในลีกก็ทั้งยิงทั้งจ่ายไปอย่างละ 3 ลูก เท่ากัน ซึ่งถือว่ามีสถิติยิงและแอสซิสต์ได้ถึงครึ่งของฤดูกาลที่แล้วเป็นที่เรียบร้อย (ซีซั่นก่อน ยิง 6 จ่าย 4 ในลีก) 

เมื่อคืนนี้ที่ แบร์นาร์โด้ แอสซิสต์คนเดียว 2 ลูก และเป็นคนที่สร้างโอกาสงามๆ ให้เพื่อนลุ้นทำประตูมากที่สุด (6 ครั้ง) ทำให้เจ้าตัวเป็น แมน ออฟ เดอะ แมตช์ แบบคู่ควรที่สุด และคงเป็นตัวเลือกแรกที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะใช้งานต่อไปเรื่อยๆ แน่


4. "กุน" คือยอดดาวยิง แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้

เซร์คิโอ อเกวโร่ ทำสถิติกลายเป็นนักเตะที่ยิงในเกม "แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้" นับเฉพาะในพรีเมียร์ลีกได้มากที่สุด (8 ประตู) เทียบเท่ากับ เวย์น รูนี่ย์ อดีตตำนานดาวยิงของปีศาจแดง หลังซัดแสกหน้า ดาบิด เด เคอา เป็นประตูที่สองของเรือใบสีฟ้าอย่างเด็ดขาด

นอกจากนั้นแล้ว ดาวยิงทีมชาติอาร์เจนตินา ที่เพิ่งไปย้อมผมเป็นสีเทาก่อนเกม ยังขึ้นไปนำดาวซัลโวเดี่ยวๆ ในพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้แล้วด้วยยอดสะสมประตู 8 ลูก ซึ่ง 7 ประตูในจำนวนนั้น เกิดขึ้นที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม

 

5. ถ้าไม่เพรสซิ่ง อย่าหวังล้มเรือใบ

ถึงคุณภาพผู้เล่นของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเป็นรองมากแค่ไหน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าแท็กติกของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เน้นถอยลงไปตั้งรับต่ำในแดนตัวเองในเกมนี้ กลับกลายเป็นทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เล่นได้อย่างสบายใจสุดๆ และค่อยๆ หาจังหวะทำประตูจนได้

แมนฯ ซิตี้ ทำสถิติผ่านบอลมากกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด แบบเกินครึ่ง (704 ต่อ 380) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประตูที่ 3 ที่ อิลคาย กุนโดกัน ซัดปิดกล่องนั้น มาจากการต่อบอลให้กันถึง 44 ครั้ง 

คำถามก็คือแล้วนักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด มัวแต่ทำอะไรกันอยู่? เพราะเท่าที่สังเกตด้วยตาเปล่า เหมือนแข้งผีแดงเอาแต่ยืนรอบอล และถอยลงไปรอให้นักเตะเรือใบสีฟ้าจ่ายบอลพลาดเอง หรือเล่นยากกันเองเท่านั้น 

ผิดกับเวลาที่ทีมปีศาจแดงได้บอล นักเตะ แมนฯ ซิตี้ จะรีบวิ่งเข้าบีบแย่งบอลคืนมาอย่างรวดเร็วทันที ทำให้นักเตะทีมเยือนจ่ายบอลผิดพลาด และตั้งเกมไม่ได้เลย และนั่นคือจุดตัดสินรูปเกมของนัดนี้ไปด้วย


โชเซ่ มูรินโญ่ อาจจะมีข้ออ้างถึงคุณภาพผู้เล่นในทีม ว่ายังเป็นรอง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่สิ่งที่เขาต้องยอมรับก็คือ วิธีการที่ให้ลูกทีมเล่นฟุตบอลนั้น ยังอยู่ในคลาสที่ต่ำกว่าที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า พัฒนาเกมการเล่นให้ทีมเรือใบสีฟ้าเหนือกว่าทุกทีมในลีกได้