เกิดอะไรกับราชัน!!?? เจาะลึก 5 เหตุผล เรอัล มาดริด ยิงไม่เป็น 4 เกมซ้อน

2 months ago
1,806 reads • 598 shares
เกิดอะไรกับราชัน!!?? เจาะลึก 5 เหตุผล เรอัล มาดริด ยิงไม่เป็น 4 เกมซ้อน
โดย:

5 เหตุผลที่ เรอัล มาดริด กำลังผลงานย่ำแย่ ไม่ชนะ 4 นัดติด โดยยิงประตูใครไม่ได้เลย

ต้องใช้คำว่า "ต่ำกว่ามาตรฐาน" อย่างแท้จริง สำหรับผลงานของโคตรทีมยักษ์ใหญ่แห่งสเปนอย่าง เรอัล มาดริด ที่ฟอร์มตกอย่างหนัก ไม่ชนะ 4 นัดติดต่อกัน โดยไม่สามารถทำประตูได้แม้แต่ลูกเดียว

ผลงานย่ำแย่ เริ่มจากการบุกไปโดน เซบีย่า ถล่ม 3-0 ต่อด้วยเปิดบ้านเสมอ แอตเลติโก มาดริด 0-0 ขณะที่ 2 เกมหลัง ยิ่งแย่หนัก เมื่อบุกไปแพ้ให้ทีมอ่อนชั้นกว่าทั้ง ซีเอสเคเอ มอสโก และ เดปอร์ติโบ อลาเบส ด้วยสกอร์ 1-0 ทั้ง 2 นัด

ครั้งสุดท้ายที่ทีมราชันชุดขาวยิงประตูใครไม่ได้นานถึง 4 นัดติดต่อกัน ต้องย้อนไปไกลถึง เดือนเมษายน ปี 1985 โดยตอนนั้นพวกเขายิงใครไม่ได้ 5 นัดติดต่อกัน



จากการที่ เรอัล มาดริด มีแต้มตามหลังจ่าฝูงอย่าง เซบีย่า เพียง 2 แต้ม และตามทีมคู่แค้นอย่าง บาร์เซโลน่า กับ แอตเลติโก มาดริด ทีมละ 1 คะแนน ถือว่าสถานการณ์ในการลุ้นแชมป์ยังไม่เลือนลางเท่าไรนัก

แต่ด้วยฟอร์มตอนนี้ที่เข้าขั้นน่าเป็นห่วง ก็คงต้องมาวิเคราะห์กันว่า เพราะเหตุใด ทีมระดับท็อปอย่างพวกเขาถึงฟอร์มหลุดขนาดนี้ และนี่คือ 5 ปัจจัยหลักๆ ที่น่าพิจารณา...

 

ไม่มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้

หลังจากที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ย้ายไปร่วมทีม ยูเวนตุส เขาทำผลงาน ยิง 4 แอสซิสต์ 4 พาทีมม้าลายออกสตาร์ทฤดูกาลด้วยการ ชนะ 10 นัดติดต่อกัน รวมทุกรายการ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

แล้วพอมาลองดูสถานการณ์ของ เรอัล มาดริด ที่มาเจอปัญหาเกมรุกฝืดเมื่อขาดเขาไป ปฏิเสธไม่ได้ว่าการไม่มีดาวดังทีมชาติโปรตุเกสแล้ว คือเหตุผลหลัก

ลองย้อนไปฤดูกาลที่แล้ว แชมป์ยุโรป 13 สมัย สามารถยิงได้ 148 ลูก รวมทุกถ้วย โดย โรนัลโด้ มีส่วนโดยตรงกับการได้ประตูมากถึง 52 ประตู (ยิง 44 ประตู แอสซิสต์ 8) หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 35% ของทั้งทีม

กัปตันทีมชาติโปรตุเกส สามารถหาโอกาสยิงเองใน ลา ลีกา ซีซั่นก่อนได้เฉลี่ยมากถึงนัดละ 6.6 ครั้ง นั่นคือเคล็ดลับว่าทำไมเขาถึงทำประตูได้เยอะ

แต่หลังจากที่เจ้าตัวย้ายไปเล่นกับยูเว่ คนที่หาโอกาสลุ้นทำประตูเฉลี่ยต่อเกมมากที่สุดอย่าง แกเร็ธ เบล ก็ยังน้อยกว่า CR7 อยู่พอสมควร เพราะปีกทีมชาติเวลส์ ได้ลุ้นยิงแค่นัดละ 4.3 ครั้ง เท่านั้น

ส่วน คาริม เบนเซม่า ยิ่งฝืดเข้าไปใหญ่ ได้ยิงเฉลี่ยแค่นัดละ 2 ครั้ง และการที่ตัวรุกหาจังหวะจบได้น้อย (ยิงตรงกรอบในลีก เฉลี่ยแค่นัดละ 5.6 ครั้ง ลดจากซีซั่นก่อนมานัดละ 2 ครั้ง) ก็ไม่แปลกใจอะไรที่จำนวนประตูจะลดลงฮวบฮาบ

ขนาดทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่แฟนบอลหยามว่าเกมรุกสุดฝืด ยังสามารถทำประตูในเกมพรีเมียร์ลีกไป 13 ลูก เยอะกว่าที่ เรอัล มาดริด ยิงใน ลา ลีกา ได้แค่ 12 ประตู ด้วยซ้ำ จากการลงเล่นเกมลีกไป 8 นัดเท่ากัน

 

ตัวหลักได้รับบาดเจ็บ

4 นัดหลังสุดที่ เรอัล มาดริด ทำประตูใครไม่เป็น ล้วนเป็นนัดที่ไม่มี อีสโก้ เพลย์เมกเกอร์ตัวเก่งทีมชาติสเปน ซึ่งเป็นลูกรักของกุนซืออย่าง จูเลน โลเปเตกี มาตั้งแต่ในทีมชาติสเปน

โลเปเตกี สร้างทีมโดยมี อีสโก้ เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเกมรุกมานาน และพอขาดนักเตะที่เขาชอบใช้งานที่สุดไป อดีตโค้ชทีมกระทิงดุก็ไม่สามารถเค้นประสิทธิภาพจากผู้เล่นคนอื่นมาแทนได้เลย

แต่อีกตำแหน่งสำคัญที่หายไปแล้วส่งผลกระทบก็คือฟูลแบ็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาร์เซโล่ ที่อดลงเล่นตลอด 3 เกมหลัง เพราะ นาโช่ เฟร์นานเดซ ที่ได้โอกาสลงแทน สร้างโอกาสได้แค่ครั้งเดียว ในช่วงที่ลงแทนแบ็กซ้ายทีมชาติบราซิล

มาร์เซโล่ คือเจ้าของสถิติสร้างโอกาสทำประตูเฉลี่ยต่อนัดให้เพื่อนได้มากที่สุดของ เรอัล มาดริด (นัดละ 2 หน) ดังนั้นโอกาสลุ้นทำประตูที่น้อยอยู่แล้วตั้งแต่ไม่มี โรนัลโด้ ก็ยิ่งน้อยลงไปอีก เมื่อ มาร์เซโล่ บาดเจ็บไปอีกคน


"โมดริช" หมดแล้วจากบอลโลก

ลูก้า โมดริช อาจจะคว้าทั้งตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมยูฟ่า, นักเตะยอดเยี่ยมฟีฟ่า และยังเป็นตัวเต็งที่จะคว้ารางวัล บัลลง ดอร์ ปีนี้ แต่นั่นคือรางวัลจากผลงานช่วงครึ่งปีแรก ที่เขาทุ่มพลังทั้งหมดที่มีออกมาพาทีมป้องกันแชมป์ยุโรป และพาทีมชาติโครเอเชียเข้าชิงบอลโลก

ไม่ใช่ตอนนี้ที่เริ่มเห็นความโรยราของเขามากขึ้นเรื่อยๆ...

ปัจจุบัน โมดริช อายุปาเข้าไปแล้ว 33 ปี และการเล่นด้วยสไตล์วิ่งพล่าน ทำให้เมื่อสังขารโรยราลง ก็คงหวังพลังเต็มเปี่ยมจากเขาไม่ได้อีก

การเติมขึ้นไปยิงไกล, การเลี้ยงตะลุยของ โมดริช ในซีซั่นนี้ ถือว่าเห็นได้น้อยกว่าซีซั่นก่อนอย่างชัดเจน แต่เรากลับเห็นการเสียการครองบอลในแดนกลางจากเขามากขึ้น

อีกจุดที่สโมสรทำผิดพลาดคือการยอมปล่อย มาเตโอ โควาซิช ไปให้ เชลซี ยืมใช้งาน ทั้งที่ดาวเตะเพื่อนร่วมชาติของ โมดริช คือตัวตายตัวแทนชัดเจนในตำแหน่งของเขา และถือว่ามีคุณภาพสูงกว่า ดานี่ เซบายอส ที่ จูเลน โลเปเตกี พยายามเข็นให้ได้โอกาสอยู่ ณ ตอนนี้



ไม่เสริมทัพ เพื่อยกระดับทีม

ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา เรอัล มาดริด เสริมทัพนักเตะระดับโลกเพียงตำแหน่งเดียว คือคว้า ติโบต์ กูร์กตัวส์ นายด่านทีมชาติเบลเยียมมาจาก เชลซี ทว่านั่นยังไม่ถึงกับยกระดับขุมกำลังมากนัก เพราะมือหนึ่งคนเก่าอย่าง เกย์ลอร์ นาวาส ก็ถือว่าไว้ใจได้อยู่แล้ว

ทีมราชันชุดขาวต้องเสียกำลังสำคัญอันดับหนึ่งในแนวรุกอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไป แต่กลับไม่นำเงินมหาศาลที่ได้มา ไปซื้อนักเตะคลาสเดียวกันอย่าง เอแด็น อาซาร์, แฮร์รี่ เคน, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ หรือ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ มาแทน

นักเตะที่เข้ามาสวมเสื้อเบอร์ 7 แทนกลับเป็น มาเรียโน่ ดิอาซ ศูนย์หน้าเกรดบี ที่ดึงตัวกลับมาจาก โอลิมปิก ลียง และก็ได้แค่เข้ามานั่งรอโอกาสเป็นตัวสำรอง ส่วน วินิซิอุส จูเนียร์ ก็ยังดิบเกินกว่าจะฝากความหวังให้เป็นตัวหลักตอนนี้

จริงๆ แล้ว เรอัล มาดริด ยึดขุมกำลังชุดเดิมๆ มาตั้งแต่ซีซั่นก่อน ตอนที่ ซีเนดีน ซีดาน คุมทีมแล้ว และผลงานในลีกฤดูกาลที่แล้วก็มาตรฐานตกลงไปอย่างเห็นได้ชัด ทว่าตำแหน่งแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยที่ 3 ติดต่อกัน ช่วยกลบเกลื่อนประเด็นที่ว่า ทีมกำลังจะเข้าสู่ช่วงขาลงไปได้

พอมาปีนี้ที่นักเตะอย่าง ลูก้า โมดริช สภาพร่างกายไม่ฟิตเหมือนเดิม แถม คาริม เบนเซม่า ที่กำลังจะอายุ 31 ก็ไม่อาจเล่นแบบท็อปฟอร์มได้ ก็เริ่มเห็นชัดว่า แม้แต่การเจอทีมอ่อนชั้นกว่า ก็ยังมีปัญหาในการเอาชนะ

เมื่อเทียบกับทีมอย่าง บาร์เซโลน่า และ แอตเลติโก มาดริด ที่เสริมทัพอย่างคึกคักมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ต้องบอกเลยว่าถ้า เรอัล มาดริด ไม่รีบซื้อนักเตะเวิลด์คลาสมาเพิ่ม เหมือนที่เคยทำบ่อยๆ ในช่วง 3-4 ปีก่อน พวกเขาอาจโดนคู่แข่งทิ้งห่างกว่านี้อีก

 

"โลเปเตกี" มือไม่ถึง

บางที จูเลน โลเปเตกี อาจไม่ใช่โค้ชที่เก่งกาจอะไรนัก แม้จะเคยพกสถิติพาทีมไม่แพ้ใครเลย ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ทำหน้าที่กุนซือทีมชาติสเปน แต่กับการคุมสโมสรแล้ว เขาคือเทรนเนอร์ที่ยังพิสูจน์ตัวเองมาไม่มากพอ

โลเปเตกี ไม่เคยคุมทีมใน ลา ลีกา สเปน มาก่อน เขาเคยคุมแค่ ราโย บาเยกาโน่ ในลีกา เซกุนด้าปี 2003 จากนั้นก็ไปเป็นโค้ชทีมสำรองของ เรอัล มาดริด และไปคุมทีมชาติสเปนชุดเยาวชน นาน 4 ปี

ในปี 2014-2016 เจ้าตัวไปรับตำแหน่งกุนซือของ เอฟซี ปอร์โต้ แต่กลับไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์ใดๆ ได้เลย แถมตกรอบ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยการพ่าย บาเยิร์น มิวนิค 1-6 ในปี 2015 ทั้งที่สโมสรใช้เงินเสริมทัพมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ในซัมเมอร์แรกที่เขาเพิ่งไปคุม

การคุมทีมกระทิงดุ ที่เขาทำได้ดี อาจเป็นเพราะคุ้นเคยกับนักเตะตั้งแต่สมัยยังเป็นดาวรุ่ง และไม่ต้องพบกับช่วงโปรแกรมเตะถี่ทุกสัปดาห์แบบที่คุมในสโมสร

ถ้าหากช่วงต่อจากนี้ เขายังไม่อาจพา เรอัล มาดริด กลับมาโชว์ฟอร์มดีสม่ำเสมออีก รวมไปถึงแพ้ให้ บาร์เซโลน่า แบบสู้ไม่ได้ในศึก "เอล กลาซิโก้" ก็คงเป็นหลักฐานชัดเจนมากขึ้น ว่าเขาไม่ใช่กุนซือที่ใช่ในถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว