ตราไก่ไปมอสโก!! "อุมติตี้" แดนซ์โชว์ หลังโขกดับ เบลเยียม 1-0 ลิ่วชิงทีมแรก

1 week ago
547 reads • 181 shares
ตราไก่ไปมอสโก!! "อุมติตี้" แดนซ์โชว์ หลังโขกดับ เบลเยียม 1-0 ลิ่วชิงทีมแรก
โดย:

ฝรั่งเศส เอาชนะ เบลเยียม 1-0 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2018 เป็นทีมแรก

ฟุตบอลโลก 2018 รอบรองชนะเลิศ

ฝรั่งเศส 1-0 เบลเยียม

สนาม : เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก สเตเดี้ยม (เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก)

เกมรอบรองชนะเลิศคู่แรก เป็นบิ๊กแมตช์นัดหยุดโลกระหว่าง 2 ชาติยักษ์ใหญ่ของยุโรป ที่ฟอร์มดีที่สุดของทัวร์นาเมนต์ โดยทั้ง 2 ทีมต่างชนะคู่แข่งในเวลาปกติของรอบน็อกเอาต์มา 2 เกมติด

ดิดิเย่ร์ เดส์ช็องส์ เทรนเนอร์ทัพตราไก่ ได้ตัว แบลส มาตุยดี้ พ้นโทษแบนกลับมาเป็นตัวจริงทางฝั่งซ้าย ประสานงานกับ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ และ อ็องตวน กรีซมันน์ ในการเดินเกมรุกอยู่หลัง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ที่ยืนค้ำเป็นหน้าเป้า

ส่วน โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือชาวสแปนิชของ เบลเยียม อดใช้งาน โธมัส เมอนิเย่ร์ วิงแบ็กขวาคนสำคัญ จึงต้องโยก นาเซอร์ ชาดลี่ ไปยืนทางฝั่งขวา แล้วให้ เอแด็น อาซาร์ ถอยลงต่ำมากึ่งๆ เป็นวิงแบ็กซ้าย โดย มูซ่า เดมเบเล่ ได้โอกาสยืนเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางด้วย



นาทีที่ 15 เบลเยียม ได้ลุ้นประตูจากจังหวะที่กองหลังฝรั่งเศสสกัดบอลกันพลาดในแดนตัวเอง ทำให้ เควิน เดอ บรอยน์ วิ่งย้อนกลับมาสะกิดบอลให้ เอแด็น อาซาร์ ได้หลุดไปซัดมุมแคบด้วยซ้ายในเขตโทษ แต่บอลเฉี่ยวเสาไกลออกหลังไป

3 นาทีถัดมา ฝรั่งเศส ได้โอกาสบ้าง เมื่อ แบลส มาตุยดี้ ได้วางเท้าซัดด้วยซ้ายจากนอกเขตโทษ แต่บอลไปตรงตัว ติโบต์ กูร์กตัวส์

นาที 19 เบลเยียม น่าขึ้นนำ เมื่อ เอแด็น อาซาร์ ลากบอลจากซ้ายไปกึ่งยิงกึ่งเปิดไปหน้าประตูเกือบจะถึง มารูยาน เฟลไลนี่ ได้โหม่งเปลี่ยนทางจ่อๆ แต่ ราฟาแอล วาราน ยังตามมาโขกสกัดออกหลังทิ้งได้ทันเวลา



นาที 21 เบลเยียม ได้ลุ้นประตูอย่างต่อเนื่อง และน่าจะได้อีกจากจังหวะต่อเนื่องจากลูกเตะมุม แล้ว โทบี้ อัลเดอร์แวเรลด์ ได้กลัวตัวยิงด้วยซ้ายเน้นๆ แต่ อูโก้ โยริส โชว์ซูเปอร์เซฟพุ่งปัดออกหลังได้

นาที 31 ฝรั่งเศส ได้โอกาสลุ้น เมื่อ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ เปิดเข้าไปในเขตโทษให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ก้มตัวโหม่ง บอลออกหลังไปนิดเดียว

นาที 34 เป็นจังหวะที่ทีมตราไก่น่าจะขึ้นนำเป็นอย่างยิ่ง เมื่อ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปในฝั่งขวาของเขตโทษ แล้วปาดบอลไปให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ล้มตัวยิงตามน้ำ แต่ซัดไม่ดี บอลค่อยๆ กลิ้งออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย



นาที 39 ฝรั่งเศส น่าขึ้นนำอีกครั้ง เมื่อ เอ็มบั๊ปเป้ แทงทะลุช่องให้ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ วิ่งเติมหลุดเข้ามาในเขตโทษก่อนจะซัดมุมแคบเน้นๆ ทว่า ติโบต์ กูร์กตัวส์ ออกมาปิดมุมได้เยี่ยม บล็อคออกหลังไปได้

จบครึ่งเวลาแรก สกอร์ยังเสมอกัน 0-0

ครึ่งหลังเปิดฉากมา 2 นาที เบลเยียม ได้โอกาสลุ้นจากจังหวะที่ อั๊กเซล วิตเซล ครอสจากขวาเข้าไปในเขตโทษให้ โรเมลู ลูกากู ได้โขก แต่บอลหลุดกรอบออกไป

นาที 51 เป็น ฝรั่งเศส ขึ้นนำ 1-0 จากลูกเตะมุมฝั่งขวา อ็องตวน กรีซมันน์ เปิดไปที่เสาแรกให้ ซามูแอล อุมติตี้ สลัดหนีตัวประกบ ก่อนขึ้นโหม่งตัดหน้า มารูยาน เฟลไลนี่ เข้าไปตุงตาข่าย



นาที 57 ฝรั่งเศส เกือบนำ 2-0 เมื่อ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ หมุนตัวตอกส้นอย่างเหนือชั้นให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ได้หลุดไปยิงในเขตโทษ แต่ดันจับแล้วซัดไปติดบล็อค มูซ่า เดมเบเล่ ในจังหวะสุดท้ายอย่างน่าผิดหวัง

นาที 65 เบลเยียม ได้ลุ้นตีเสมอ เมื่อ ดรีส์ เมอร์เท่นส์ ตัวสำรอง บรรจงครอสจากฝั่งขวาไปหน้าประตูให้ มารูยาน เฟลไลนี่ ขึ้นโขกกดลงพื้น บอลกระดอนออกหลังไปอย่างได้เสียว

นาที 81 เบลเยียม น่าจะตีเสมอได้อีกครั้ง เมื่อ ราฟาแอล วาราน สกัดบอลจาก เอแด็น อาซาร์ ไปเข้าทาง อั๊กเซล วิตเซล เติมขึ้นมาตะบันเน้นๆ แต่ อูโก้ โยริส ยังพุ่งปัดไว้อีก ทำให้ ฝรั่งเศส ยังนำ 1-0 ต่อไป

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นาที 90+3 ฝรั่งเศส มีโอกาสยิงฝังจากลูกซัดด้วยขวาของ อ็องตวน กรีซมันน์ แต่บอลไปเข้ามือของ ติโบต์ กูร์กตัวส์ 

ก่อนที่นาทีสุดท้ายของช่วงทดเจ็บ โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ ได้ซัดด้วยซ้ายแบบน่าเข้าอีกครั้ง แต่ กูร์กตัวส์ ล้มตัวปัดทิ้งออกหลังได้อย่างยอดเยี่ยม ทว่า เบลเยียม ก็ไม่สามารถตีเสมอได้ในช่วงเวลาที่เหลือ



จบเกม ฝรั่งเศส ชนะ เบลเยียม 1-0 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ไปรอพบผู้ชนะระหว่าง โครเอเชีย และ อังกฤษ

 

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

ฝรั่งเศส (4-2-3-1) : อูโก้ โยริส (กัปตันทีม) - เบนฌาแม็ง ปาวาร์, ราฟาแอล วาราน, ซามูแอล อุมติตี้, ลูก้าส์ เอร์นานเดซ - ปอล ป็อกบา, เอ็นโกโล่ ก็องเต้ - คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้, อ็องตวน กรีซมันน์, แบลส มาตุยดี้ (โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ น.86) - โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (สตีเว่น เอ็นซอนซี่ น.85)

เบลเยียม (3-4-2-1) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ - โทบี้ อัลเดอร์แวเรลด์, แว็งซ็องต์ ก็องปานี, แยน แฟร์ต็องเก้น - นาเซอร์ ชาดลี่ (มิชี่ บาตชูอายี่ น.90+1), อั๊กเซล วิตเซล, มูซ่า เดมเบเล่ (ดรีส์ เมอร์เท่นส์ น.60), เอแด็น อาซาร์ (กัปตันทีม) - เควิน เดอ บรอยน์, มารูยาน เฟลไลนี่ (ยานนิค การ์ราสโก้ น.80) - โรเมลู ลูกากู

ผู้ตัดสิน : อันเดรส คุนญ่า (อุรุกวัย)