ช่วยชาติวิเคราะห์ : 5 แผนการเล่นทีมชาติไทย น่าใช้เจอ กาบอง

1 year ago
4,424 reads • 1,979 shares
ช่วยชาติวิเคราะห์ : 5 แผนการเล่นทีมชาติไทย น่าใช้เจอ กาบอง
โดย:

5 แผนการเล่นน่าสนใจของ ทีมชาติไทย ที่ มิโลวาน ราเยวัช น่าจะเลือกใช้เจอ กาบอง ในคิงส์คัพ ครั้งที่ 46

ทีมชาติไทย กำลังจะประเดิมสนามปี 2018 ด้วยรายการสุดเก่าแก่อย่าง ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 46

และนี่แทบจะเป็นครั้งแรกเลยที่ มิโลวาน ราเยวัช เตรียมได้ใช้กำลังหลักของ ทัพช้างศึก อย่างเต็มสูบพร้อมกัน ที่นำมาโดยแข้งค้าแข้งต่างแดนอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีรศิลป์ แดงดา, ธีราทร บุญมาทัน รวมทั้ง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์

จะขาดก็เพียงมิดฟิลด์ตัวรับอย่าง ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ที่ยังไม่หายกลับมาจากอาการบาดเจ็บหนักสักที

และจาก 23 นักเตะที่เฮดโค้ชชาวเซอร์เบียประกาศเรียกมา ทีมงาน Balltoro ดูแล้วก็มี 5 แผนการเล่นที่น่าใช้ทีเดียวในเกมเจอ กาบอง

และแน่นอนว่าทุกระบบต้องมีตัวหลักอย่าง เมสซี่เจ, ธีรศิลป์, ธีราทร, กวินทร์, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ รวมทั้งแนวรับอย่าง พรรษา เหมวิบูลย์ และ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว เป็นแกนหลัก...

 

1. ยึดชุดเดิม 4-2-3-1

เรียกได้ว่าเป็นแผนที่ ราเยวัช เลือกใช้งานมาโดยตลอดนับตั้งแต่เข้ามาคุมทีมชาติไทยเลยก็ว่าได้

โดยแนวรับ 3 คนยึดมาจากคนที่เขาเลือกใช้บ่อยที่สุดอย่าง พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา, พรรษา เหมวิบูลย์ และ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว

แต่ที่ต้องเปลี่ยนคือแบ็กขวาหลังไม่มีทั้ง อดิศร พรหมรักษ์ และ ทริสตอง โด รวมถึง นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม ที่ถอนตัวออกไป 

ดูแล้วก็มีโอกาสที่ นิติพงษ์ เสลานนท์ จะเบียด ฟิลิป โรลเลอร์ มาเป็นตัวจริงได้มากกว่า เพราะเล่นระบบแบ็กโฟร์กับต้นสังกัดอย่าง การท่าเรือ เอฟซี และฟอร์มใน ไทยลีก 2018 ก็ดูดีกว่าด้วย

ขยับมาที่แดนกลางเมื่อยังไม่มี ธนบูรณ์ ทำให้ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ น่าจะมีโอกาสได้จับคู่กับ ปกเกล้า อนันต์ ที่ลงเป็นตัวหลักในยุคหลัง โดยมี จักรพันธ์ แก้วพรม ที่ทำได้ดีในตำแหน่งนี้กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คอยลุ้นเบียดตำแหน่งอีกคน

ด้านเกมรุกหลังๆ ธีราทร บุญมาทัน จะถูก ราเยวัช จับไปยืนปีกซ้ายบ่อยทีเดียว ส่วนปีกขวา มงคล ทศไกร น่าจะจองไว้ได้ต่อเนื่อง แม้ดูๆ แล้ว นูรูล ศรียานเก็ม จะมีฟอร์มในลีกที่ดีกว่าก็ตาม

ขณะที่ เมสซี่เจ น่าจะได้กลับมาเป็นจอมทัพช้างศึกเต็มตัวอีกครั้ง เพื่อสร้างความหวือหวาให้กับทีม โดยมี เทพมุ้ย ประจำการอยู่แดนหน้าคอยเก็บบอล และจบสกอร์ แบบที่ทำได้ในเจลีก 2018

 

2. ระบบยอดฮิต 4-3-3

นี่แหละคือแผนเด็ดของ ทัพช้างศึก ในยุค “โค้ชซิโก้” ที่ทำให้เรากลับมาเป็นทีมที่น่ากลัวอีกครั้งในอาเซียน โดยเกมรับแน่นอนว่า เฉลิมพงษ์ ยังคงจับคู่กับ พรรษา และใช้ นิติพงษ์ ยืนแบ็กขวา

แต่ทางแบ็กซ้ายหากเลือกที่ฟอร์มจริงๆ ตอนนี้ เควิน ดีรมรัมย์ น่าจะเหมาะกว่า พีระพัฒน์ หลังดาวเตะท่าเรือกำลังคึกและทำได้ดีทั้งเกมรับและรุกเลยทีเดียว

ส่วนแดนกลางเมื่อไม่มีตัวรับธรรมชาติในชุดนี้ ราเยวัช น่าถอย เจ้านิว ลงมาเป็นตัวโฮลด์บอล โดยใช้ ปกเกล้า และ ชนาธิป คอยขับเคลื่อนเกมรุกไปสู่แดนหน้า

ส่วนสามตัวบน ธีราทร น่าจะถูกขยับไปเล่นริมเส้นฝั่งซ้ายตามที่ ราเยวัช ชอบใช้เขาในระยะหลัง โดยมี มงคล ทศไกร ประจำการฝั่งขวาเหมือนเดิม และใช้ ธีรศิลป์ แดงดา เป็นหน้าเป้าคอยจบสกอร์

โดยระบบนี้ อุ้ม และ เจ อาจสลับตำแหน่งกันได้ในระหว่างเกม แถมมีโอกาสเหมือนกันที่ นูรูล ศรียานเก็ม จะสลับกับ จ่าเย็น หลังฟอร์มในลีกถือว่ายอดเยี่ยมสุดๆ

 

3. แผนเด็ดบุรีรัมย์ 3-4-1-2

เป็นระบบใหม่ที่ ราเยวัช ยังไม่เคยได้ลองใช้กับ ทีมชาติไทย มาก่อนเลย แต่เมื่อดูจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปใช้ใน ACL ถือว่าตอบโจทย์ทีเดียวกับการเล่นกับทีมที่แข็งแกร่งกว่า

โดย 2 คนจากกองหลังสามคนแน่นอนว่าต้องเป็น เฉลิมพงษ์ กับ พรรษา โดยมี ชินภัทร์ ลีเอาะ ที่น่าจะเข้าใจระบบนี้ดีจาก สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด อยู่แล้วลงมาเสริมอีกคน เมื่อ อดิศร พรหมรักษ์ มีอาการบาดเจ็บ ไม่ติดทีมชุดนี้

ขณะที่วิงแบ็กขวาดูแล้ว ฟิลิป โรลเลอร์ น่าจะเหมาะมากกว่า นิติพงษ์ เพราะรับบทวิงแบ็กในแท็กติกหลัง 3 เช่นกันกับ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี

ด้านฝั่งซ้ายคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก โก๋อุ้ม โดยมี ฐิติพันธ์ กับ ปกเกล้า ที่จับคู่กันมาบ่อยเหลือเกินในยุคของ ราเยวัช คุมแดนกลาง

ชนาธิป จะคอยปั้นเกมเป็นตัวฟรีในแนวรุก และเมื่อ ธีรศิลป์ มีคู่หูในแดนหน้าบางทีน่าจะทำให้เขามีโอกาสโชว์ของได้มากกว่าอยู่โดดเดี่ยวก็ได้ ซึ่งเขาเคยจับคู่กับ สิโรจน์ ฉัตรทอง ในแผนนี้ได้ดีมาแล้ว เมื่อครั้งคว้าแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016

 

4. แผนหลังสามที่เคยลอง 3-4-3

ถือว่าเป็นอีกแผนที่ ราเยวัช เคยลองใช้ในเกมอุ่นเครื่องเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว โดยระบบบนี้น่าจะเหมาะกับการที่ปิดเกมริมเส้นของฝ่ายตรงข้าม

หลังสามคนก็น่าจะต้องเป็น เฉลิมพงษ์, พรรษา และ ชินภัทร์ ตามเดิม โดยใช้ ฟิลิป กับ ธีราทร เป็นวิงแบ็กขวา และซ้าย 

ปกเกล้า อนันต์ กับ ฐิติพันธ์ ยังจับคู่กันคุมเกมแดนกลาง และให้โอกาส สุภโชค สารชาติ ในการทำเกมรุกร่วมกับ ชนาธิป ที่น่าจะสลับเล่นเป็นตัวริมเส้นในระบบหน้าสาม

หรือแม้กระทั่งถอยลงมาเป็นจอมทัพสองคนในระบบ 3-4-2-1 ใหคอยทำเกมรุกอยู่หลัง ธีรศิลป์ ก็ได้ทั้งนั้น

ซึ่งในแผนการเล่นนี้น่าจะมีการยืดหยุ่นได้ดีพอสมควรในตำแหน่งเกมรุกที่ 3 ตัวหน้าจะสามารถสลับตำแหน่งทดแทนกันได้อยู่ตลอดเวลา

 

5. 4-4-2 แบบไดมอนด์

เป็นอีกระบบที่ ทีมชาติไทย น่าเอามาปรับใช้เหลือเกิน เพราะแผนนี้น่าจะทำให้แดนกลางเราแน่นขึ้นอย่างแน่นอน

จากการอัดมิดฟิลด์ 4 คนลงไปในระบบไดมอนด์ โดยใช้ ฐิติพันธ์ เป็นตัวต่ำสุด และให้ ธีราทร, จักรพันธ์ และ ชนาธิป คอยทำเกมรุกแบบสลับการยืนตำแหน่งกันได้ด้วย

โดยระบบกลางแบบนี้น่าจะทำให้ เมสซี่เจ มีพื้นที่ในการเล่นมากขึ้นด้วยแบบไม่ต้องห่วงเกมรับที่มีเพื่อนคอยสกรีนให้อยู่แล้ว

ขณะที่แดนหน้าก็อยากให้ลองใช้ ธีรศิลป์ จับคู่กับ สุพจน์ จดจำ ดูเช่นกันเพราะการเล่นในทีม ซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า เห็นได้ชัดเลยว่าเมื่อ เทพมุ้ย มีเพื่อนในแดนหน้าที่เป็นหัวหอกแบบ Striker ก็จะดูอันตรายขึ้นเช่นกัน

โดยเฉพาะเมื่อแดนหน้าไม่โดดเดี่ยว ยิ่งทำให้มิดฟิลด์มีทางเลือกมากขึ้นด้วยเวลาจะทำเกมรุกขึ้นไป และไม่แน่เหมือนกันว่าแผนนี้อาจจะเหมาะกับ ช้างศึก ในอนาคตก็ได้



ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องรอดูกันว่า มิโลวาน ราเยวัช จะเลือกใช้แผนการเล่นไหนในการลงเล่นพบกับ กาบอง ซึ่งพวกเขาคงคิดวิเคราะห์มาแล้วอย่างดีแน่นอนว่าระบบนี้แหละเหมาะสุดๆ แล้ว

และวันพรุ่งนี้เรามาลองลุ้นกันว่า ทีมชาติไทย 2018 จะออกสตาร์ทในรูปแบบไหน??