ช่วยชาติวิเคราะห์ : 4 เหตุผล ทีมชาติไทยใช้แผน 3-4-1-2 ดีกว่า 4-2-3-1

2 years ago
5,707 reads • 2,016 shares
ช่วยชาติวิเคราะห์ : 4 เหตุผล ทีมชาติไทยใช้แผน 3-4-1-2 ดีกว่า 4-2-3-1
โดย:

4 เหตุผลที่ทีมชาติไทยควรใช้แผนการเล่น 3-4-1-2 ในศึก ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย 2 นัดเดือนนี้

ค่ำวันพฤหัสบดีนี้แล้ว ที่ทีมชาติไทยจะต้องลงทำศึกล้างตากับ ซาอุดิอาระเบีย ก่อนที่ถัดจากนั้นอีก 5 วันจะต้องออกไปเยือน ญี่ปุ่น ในศึก ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย


เดิมที เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ใช้ระบบการเล่น 4-2-3-1 เป็นหลักมาตั้งแต่เริ่มคัดบอลโลก ก่อนที่จะปรับมาเล่น 3-4-1-2 ในเกมเปิดบ้านเสมอ ออสเตรเลีย 2-2 และนำไปสานต่อจนป้องกันแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ

ด้วยผลงานยอดเยี่ยมภายใต้การเล่นระบบใหม่ จึงคาดว่า "โค้ชซิโก้" น่าจะใช้ระบบ หลัง 3 ต่อไปใน 2 เกมสำคัญที่จะถึง

และต่อไปนี้คือเหตุผลที่จะช่วยสนับสนุนว่า แผน 3-4-1-2 ดีกว่าแผนเดิมจริงๆ สำหรับ 2 เกมคัดบอลโลกต่อจากนี้!!

 

เผยสถิติ 3-4-1-2 ไร้พ่าย!!

หากไม่นับเกมอุ่นเครื่อง ชัยชนะทุกนัดของทีมชาติไทยเมื่อปีที่แล้ว ล้วนเกิดขึ้นด้วยการใช้ระบบ 3-4-1-2 ต่อให้ทุกนัดที่ชนะจะเป็นการพบทีมในอาเซียนด้วยกันก็ตาม

ทว่าเกมเดียวที่ "ซิโก้" ใช้สูตร 4-2-3-1 ในศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ทีมออกไปแพ้ อินโดนีเซีย 2-1 ในรอบรองชนะเลิศ

ขณะที่เกมเดียวที่ใช้สูตร 3-4-1-2 ในศึก คัดบอลโลก สามารถเปิดบ้านเสมอแชมป์ทวีปทีมล่าสุดอย่าง ออสเตรเลีย แบบน่าชนะ 2-2

ใช้ "อุ้ม-โด" เป็นวิงแบ็ก ดีกว่าใช้ปีก

ธีราทร บุญมาทัน แอสซิสต์ไปถึง 4 ลูก จากการเล่นวิงแบ็กซ้ายในแผนนี้ในศึก ซูซูกิ คัพ เช่นเดียวกับ ทริสตอง ก็เป็นคนจ่ายถวายพานให้ ธีรศิลป์ แดงดา กดประตูใส่ ออสเตรเลีย


ระบบ 4-2-3-1 การขึ้นเกมรุกจะต้องใช้ปีก 2 ข้างเป็นหลัก ทว่าผู้เล่นชุดปัจจุบันฟอร์มการเล่นยังไว้ใจไม่ได้นัก

มงคล ทศไกร และ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ผลงานดร็อปลงไปจากเดิมเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายของ "เจ้าก้อง" ยังยิงหรือแอสซิสต์ไม่ได้เลย ตั้งแต่ ไทยลีก 2017 เปิดฤดูกาล


ต้องขันเกมรับ หลัง "สารัช" เจ็บ

หลังจากที่กองกลางตัวโฮลด์บอลอย่าง สารัช อยู่เย็น บาดเจ็บต้องพักยาวหลายเดือน ทำให้ทีมช้างศึกจำเป็นต้องเน้นความรัดกุมมากขึ้นไปอีก

ระบบกองหลังที่เพิ่มเป็น 3 คน โดย ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ยืนเป็นเซนเตอร์แบ็กตัวกลาง จะเปิดทางให้ "เจ้าตั้ม" เติมขึ้นมาช่วยตัดบอลได้ง่ายขึ้น เพราะแนวรับยังมีกองหลังอีก 2 คนคอยระแวดระวังให้

สถิติระบุว่าจากทั้งหมด 7 นัด ที่ไทยใช้แผนนี้ เสียประตูจากจังหวะโอเพ่นเพลย์เพียง 2 ลูก คือเกมชนะ อินโดนีเซีย 4-2 ในนัดเปิดสนาม ซูซูกิ คัพ 

ขณะที่นัดที่พบกับ ออสเตรเลีย แม้ว่าจะเสีย 2 ลูกเช่นกัน แต่ก็มาจากจุดโทษทั้ง 2 ประตู

ระบบหลัง 3 ช่วยให้ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ออกแรงน้อยลง เพราะคู่แข่งมีพื้นที่ในกรอบเขตโทษไม่มาก นั่นจึงทำให้นายด่านจาก เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เก็บคลีนชีตไปถึง 6 นัด ในทัวร์นาเมนต์ชิงเจ้าอาเซียนที่ผ่านมาด้วย

มีความยืดหยุ่น รุกสุด รับสุด

(กราฟิกแสดงการยืนตำแหน่งในเกมรุกและรับของระบบนี้ วันที่เปิดบ้านเสมอ ออสเตรเลีย 2-2)

เมื่อยามที่ทีมได้บอล คู่กองหน้าจะวิ่งฉีกออกข้าง หรือสลับตำแหน่งได้อย่างอิสระ ช่วยให้จอมทัพอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ มีทางเลือกในการผ่านบอลที่หลากหลาย แถมด้านข้างยังมี ธีราทร และ ทริสตอง โด คอยเติมมาช่วย

ส่วนยามที่ทีมต้องลงไปตั้งรับ ชนาธิป จะถอยลงมายืนเป็นกองกลางอีกตัว โดยมีหนึ่งคนทำหน้าที่เป็นตัวโฮลด์บอล ช่วยสกรีนเกมรุกคู่แข่งให้กองหลัง 3 คนทำงานน้อยที่สุด

แถมจากการที่ ธีราทร และ โด เป็นฟูลแบ็กโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เวลาที่ต้องป้องกัน เท่ากับว่ามีกองหลังเรียงกันถึง 5 คน เลยทีเดียว

แผนการเล่นนี้ ยังช่วยให้คู่มิดฟิลด์ตัวกลางทำงานง่ายมาก เพราะยามรับมีกองหลังเฝ้าหลายคน ส่วนยามรุกมีนักเตะถึง 3 คน อยู่ข้างหน้า ไม่นับวิงแบ็กที่ขยันวิ่งเติมอยู่แล้ว จังหวะเกมจึงต่อเนื่องขึ้นกว่าแผน 4-2-3-1 ที่นักเตะจะมีพื้นที่ให้เคลื่อนที่น้อยกว่า

 

สุดท้ายนี้ เราเชื่อว่า เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง มีแผนไว้ในใจแล้วว่าจะใช้ระบบใด และให้ใครลงในเกมกับ ซาอุดิอาระเบีย ที่ราชมังคลากีฬาสถาน

และไม่ว่า 11 คนแรกจะออกมาแบบใด เป้าหมายในวันพฤหัสบดีนี้ ทั้งประเทศต้องการ "ชัยชนะ" สถานเดียว