หืดจับแต่ชนะทั้งคู่!! หงส์หนีเรือ 7 แต้ม อัดพาเลซ 4-3, ผียังเฮ ดับไบรท์ตัน 2-1

3 months ago
190 reads • 386 shares
หืดจับแต่ชนะทั้งคู่!! หงส์หนีเรือ 7 แต้ม อัดพาเลซ 4-3, ผียังเฮ ดับไบรท์ตัน 2-1
โดย:

ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่างเก็บชัยชนะได้ในศึกพรีเมียร์ลีก คืนวันเสาร์

พรีเมียร์ลีก แมตช์วีก 23

ลิเวอร์พูล 4-3 คริสตัล พาเลซ

สนาม : แอนฟิลด์

ศึกพรีเมียร์ลีก คืนวันเสาร์ จ่าฝูง ลิเวอร์พูล มีโอกาสฉีกหนี แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพิ่มเป็น 7 แต้ม หากเก็บชัยชนะได้ เมื่อได้เปิดบ้านรับมือ คริสตัล พาเลซ ทีมอันดับ 14

เกมนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ นายใหญ่หงส์แดงต้องถอย เจมส์ มิลเนอร์ ลงไปยืนแบ็กขวาจำเป็น หลังจากทั้ง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ โจ โกเมซ ต่างมีอาการบาดเจ็บ ส่วนแนวรุก เกมนี้ดร็อป เซอร์ดาน ชากิรี่ เป็นแค่ตัวสำรอง แต่ 3 ประสาน โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ ยังอยู่กันครบ

ส่วน รอย ฮ็อดจ์สัน เกมนี้ส่ง จอร์แดน อายิว ลงยืนหน้าเป้า โดยมี แอนดรอส ทาวน์เซนด์ และ วิลฟรีด ซาฮา เดินเกมรุกริมเส้น



นาที 34 คริสตัล พาเลซ ทำเซอร์ไพรส์บุกนำก่อน 1-0 เมื่อ วิลฟรีด ซาฮา หลุดขึ้นไปทางฝั่งซ้าย ก่อนจ่ายไปหน้าประตูให้ แอนดรอส ทาวน์เซนด์ ตวัดยิงตามน้ำด้วยซ้ายข้างถนัดเข้าไปโล่งๆ 

จบครึ่งแรก ลิเวอร์พูล ตามหลัง คริสตัล พาเลซ 0-1


ครึ่งหลังเปิดฉากมานาทีเดียว ลิเวอร์พูล ตีเสมอเป็น 1-1 เมื่อ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ลองยิงไกลแล้วบอลติดบล็อคกองหลังของ คริสตัล พาเลซ ลอยเข้าไปถึงหน้าประตู ทำให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้ส้มหล่น ยกเท้าถีบบอลจ่อๆ ตุงตาข่ายโดยไม่ล้ำหน้า ทำให้ ซาลาห์ ขึ้นนำดาวซัลโวเดี่ยวพรีเมียร์ลีก ด้วยผลงาน 15 ประตู

นาที 53 ลิเวอร์พูล แซงนำเป็น 2-1 เมื่อ นาบี เกอิต้า จ่ายบอลให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ได้บอลในกรอบเขตโทษฝั่งซ้าย ก่อนจะลากหนีแนวรับทีมเยือน แล้วหามุมซัดด้วยขวาเสียบเสาไกลเข้าไปอย่างเฉียบขาด



แต่นาที 65 คริสตัล พาเลซ ตีเสมอเป็น 2-2 ได้ เมื่อมาได้เตะมุมฝั่งซ้าย ลูก้า มิลิโวเยวิช เปิดเข้าไปให้ เจมส์ ทอมกิ้นส์ ขึ้นโขกเสียบเสาเข้าไป

อย่างไรก็ตาม นาที 75 ลิเวอร์พูล แซงนำอีกครั้งเป็น 3-2 เมื่อ ฟาบินโญ่ วางยาวเข้าไปในเขตโทษฝั่งขวาให้ เจมส์ มิลเนอร์ เติมขึ้นไปล้มตัวเปิดไปที่หน้าประตู แล้ว ฮูเลียน สเปโรนี่ กระโดดปัดไม่ดี บอลลอยกลับเข้าหาประตูแล้วเป็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปรี่เข้าถีบบอลตุงตาข่ายจ่อๆ ไม่พลาด เป็นประตูที่ 2 ของ ซาลาห์ ในเกมนี้



นาที 89 ลิเวอร์พูล มาเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน หลังจาก เจมส์ มิลเนอร์ มาโดนใบเหลืองที่สองไล่ออกจากสนามไป ในจังหวะเข้าฟาวล์หนักใส่ วิลฟรีด ซาฮา

อย่างไรก็ตาม นาที 90+3 ลิเวอร์พูล มาได้ประตูเพิ่มอีก จาก ซาดิโอ มาเน่ ที่กระชากบอลจากฝั่งซ้ายเข้าไปในเขตโทษแล้วยิงเสียบเสาไกลเข้าไป

แต่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย คริสตัล พาเลซ ยิงไล่มาเป็น 4-3 จาก มักซ์ เมเยอร์ ตัวสำรอง

จบเกม ลิเวอร์พูล ชนะ คริสตัล พาเลซ ไป 4-3 ทำแต้มหนี แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็น 7 แต้ม ก่อนที่ทีมเรือใบสีฟ้าจะบุกเยือน ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ในคืนวันอาทิตย์

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

ลิเวอร์พูล (4-2-3-1) : อาลีสซง เบ็คเกอร์ - เจมส์ มิลเนอร์, โฌแอล มาติป, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน - จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (กัปตันทีม), ฟาบินโญ่ (อดัม ลัลลาน่า น.87) - ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, นาบี เกอิต้า (เซอร์ดาน ชากิรี่ น.71) - โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ราฟาเอล คามาโช่ น.90+4)

คริสตัล พาเลซ (4-5-1) : ฮูเลียน สเปโรนี่ - อารอน วาน-บิสซาก้า, เจมส์ ทอมกิ้นส์, มามาดู​ ซาโก้, แพทริค ฟาน อานโฮลท์ - แอนดรอส ทาวน์เซนด์, เจมส์ แม็คอาร์เธอร์ (มักซ์​ เมเยอร์ น.81), ลูก้า มิลิโวเยวิช (กัปตันทีม), ชีกู กูยาเต้ (เจฟฟรี่ย์ ชลุปป์ น.75), วิลฟรีด ซาฮา - จอร์แดน อายิว (คอนเนอร์ วิคแฮม น.81)

ผู้ตัดสิน : โจนาธาน มอสส์

___________________________________

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1 ไบรท์ตัน

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

อีกคู่ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ทีมอันดับ 6 อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด มีโอกาสทองที่จะขึ้นไปรั้งอันดับ 5 เมื่อได้เปิดบ้านรับมือ ไบรท์ตัน ทีมอันดับ 13 เพราะ อาร์เซน่อล เจองานหนัก ต้องเปิดบ้านเจอ เชลซี ในช่วงดึก

โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ กุนซือผีแดงลุ้นทำสถิติเป็นผู้จัดการทีมคนแรกของสโมสร ที่คุมทีม 6 นัดแรกในลีกแล้วชนะรวด โดยเกมนี้ยังยึดผู้เล่นชุดเดิมจากนัดบุกเฉือน สเปอร์ส 1-0 ยกเว้นตำแหน่งแบ็กซ้ายที่ ลุค ชอว์ เจ็บระหว่างวอร์มอัพ ต้องส่ง ดีโอโก้ ดาโลต์ ลงแทน

ส่วน ไบรท์ตัน ไม่มี แม็ทธิว ไรอัน นายประตูมือหนึ่งที่ไปรับใช้ทีมชาติออสเตรเลียในศึก เอเชียน คัพ ทำให้ เดวิด บัตตัน ได้ลงเฝ้าเสาแทน ส่วนแดนหน้าวาง เกล็นน์ เมอร์เรย์ ยืนเป็นหัวหอกตัวเป้า



นาที 25 แมนฯ ยูไนเต็ด มาได้จุดโทษ เมื่อ ปอล ป็อกบา แตะบอลหนี กาเอต็อง บง เข้าไปในเขตโทษฝั่งขวา แล้วโดน บง เหนี่ยวล้มลง ก่อนที่ ป็อกบา จะเอาบอลมารับหน้าที่สังหารเอง แล้วย่องเข้าสังหารเข้าไปไม่พลาด พาเจ้าบ้านนำ 1-0

นาที 42 ทีมปีศาจแดงหนีไปเป็น 2-0 คราวนี้ มาร์คัส แรชฟอร์ด รับบอลจาก ดีโอโก้ ดาโลต์ ในกรอบเขตโทษฝั่งซ้าย ก่อนล็อกบอลหลบ ปาสคาล กรอสส์ แล้วยิงปั่นโค้งจากมุมแคบ บอลลอยเสียบเสาไกลเข้าไปอย่างเหนือชั้น ถือเป็นการยิงในลีกได้ 4 นัดติดต่อกันของ แรชฟอร์ด ด้วย



จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จึงนำ ไบรท์ตัน ค่อนข้างสบาย 2-0

ครึ่งหลังนาที 72 ไบรท์ตัน ตีไข่แตกไล่มาเป็น 2-1 เมื่อ ดาวี่ พร็อปเปอร์ เปิดบอลติดไซด์ก้อยเข้าไปในเขตโทษ แล้ว ฟิล โจนส์ กะจังหวะบอลตกพลาด ทำให้ ปาสคาล กรอสส์ ได้เอาบอลลงพื้นก่อนยิงเสยคานเข้าไป



ท้ายเกม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผ่อนเกมลง เน้นประคองสกอร์ ส่วน ไบรท์ตัน เน้นสาดยาวเข้าไปหวังตีเสมอให้ได้ แต่ก็ไม่สำเร็จ

จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ ไบรท์ตัน 2-1 ทำให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ทำสถิติเป็นผู้จัดการทีมปีศาจแดงคนแรก ที่ออกสตาร์ทการคุมทีมด้วยชัยชนะ 6 นัดรวดในลีก พร้อมกับแซง อาร์เซน่อล ขึ้นสู่อันดับ 5 ก่อนทีมปืนใหญ่จะพบ เชลซี ในรอบดึก

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (4-3-3) : ดาบิด เด เคอา - แอชลี่ย์ ยัง (กัปตันทีม), วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, ฟิล โจนส์, ดีโอโก้ ดาโลต์ - อันเดร์ เอร์เรร่า, เนมานย่า มาติช, ปอล ป็อกบา - เจสซี่ ลินการ์ด (ฆวน มาต้า น.75), มาร์คัส แรชฟอร์ด (มัตเตโอ ดาร์เมียน น.90+3), อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล (โรเมลู ลูกากู น.82)

ไบรท์ตัน (4-3-2-1) : เดวิด บัตตัน - มาร์ติน มอนโตย่า,​ เชน ดัฟฟี่, ลูอิส ดังค์ (กัปตันทีม), กาเอต็อง บง - ปาสคาล กรอสส์ (เบราม คายาล น.82), เดล สตีเฟ่นส์, ดาวี่ พร็อปเปอร์ - ซอลลี่ มาร์ช (อ็องโตนี่ น็อคการ์ท น.61), เยอร์เก้น โลคาเดีย - เกล็นน์ เมอร์เรย์ (ฟลอริน อันโดเน่ น.60)

ผู้ตัดสิน : พอล เทียร์นี่ย์