Fact หลังเกม : 5 ปัจจัยพา ทีมชาติไทย คืนฟอร์มเฉือน บาห์เรน ในเอเชียน คัพ 2019

5 months ago
3,332 reads • 3,357 shares
Fact หลังเกม : 5 ปัจจัยพา ทีมชาติไทย คืนฟอร์มเฉือน บาห์เรน ในเอเชียน คัพ 2019
โดย:

5 ปัจจัยสำคัญทำให้ ทีมชาติไทย คืนฟอร์มเก่งชนะ บาห์เรน 1-0 ในเอเชียน คัพ 2019

ถือว่าเป็นนัดที่เรียกศรัทธาแฟนบอลไทยได้เยอะเหลือเกิน หลัง ทีมชาติไทย คืนฟอร์มเก่งเฉือน บาห์เรน 1-0 คว้าชัยสำคัญใน เอเชียน คัพ 2019 ได้สักที

ด้วยระบบการเล่นใหม่ บวกกับการใช้นักเตะได้ถูกตำแหน่งของ “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ทำให้เขากลายเป็นคนที่ได้รับชื่นขมมากทีเดียวถึงการกล้าที่จะเปลี่ยนเช่นนี้

และนี่น่าจะเป็น 5 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ทัพช้างศึก คว้าชัยพร้อมทำให้โอกาสที่จะเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายดูสดใสขึ้นอีกครั้ง


1. ชนาคุงแผลงฤทธิ์

จริงอยู่ที่ในนัดพบกับ อินเดีย รวมทั้งช่วงต้นเกมของเกมพบ บาห์เรน นั้น ชนาธิป สรงกระสินธ์ ดูจะไม่ค่อยได้แผลงฤทธิ์ได้นัก

แต่แล้วช่วงครึ่งหลังไม่รู้ “โค้ชโต่ย” จัดการแก้เกมยังไงถึงทำให้ เมสซี่เจ กลับมาโชว์ฝีเท้าสมราคาทีมยอดเยี่ยมเจลีก 2018 สุดๆ โดยเฉพาะการซัดประตูชัยสุดคมด้วยซ้ายเสียบใต้คาน ชนิดที่ว่ากองหน้ายังต้องอาย

นอกจากนั้น ชนาคุง ยังมีจังหวะลากเลื้อยกินตัว รวมทั้งสร้างโอกาสให้เพื่อนอีกเพียบ จนเกือบได้แอสซิสต์สวยๆ จังหวะจ่ายหักข้อให้ อดิศักดิ์ ไกรษร หลุดไปยิงชนเสาเต็มๆ

ชัดเจนเลยว่าเมื่อ ชนาธิป สามารถที่จะเล่นในตำแหน่งที่ถนัด และโชว์ฝีเท้าได้อย่างเต็มศักยภาพ มันส่งผลโดยตรงให้แนวรุกทีมชาติไทยดูน่ากลัวขึ้นจริงๆ

 

2. หลังสามดูเวิร์คนะ

ถือเป็นจุดที่โดนวิจารณ์พอสมควรสำหรับคู่เซนเตอร์ที่ มิโลวาน ราเยวัช เลือกใช้ พรรษา เหมวิบูลย์ คู่กับ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว มาโดยตลอด

จริงอยู่ที่ช่วงแรกทั้งสองคนทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ช่วงหลังๆ ก็ต้องยอมรับว่าด้วยวัยของ “กัปตันเหลิม” ไม่ได้ฟิตเหมือนเดิมแล้วก็ย่อมโรยไปตามเวลา

กลับกัน “โค้ชโต่ย” ปรับแนวรับใหม่หมด ยึดหลังสามและส่ง อดิศร พรหมรักษ์ กับ สุพรรณ ทองสงค์ มาประจำการเกมรับร่วมกับ พรรษา

ตลอดทั้งเกมถือว่าพวกเขาทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว แม้จะโดนใบเหลืองครบทั้งแผงตั้งแต่ครึ่งแรก แต่ก็ยังคงเอาตัวรอดไม่ให้ถูกใบเหลืองซ้ำได้

โดยเฉพาะฟอร์มของ สุพรรณ ในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางเป็นคนที่น่าชื่นชมสุดๆ หลังเกมนี้ บาห์เรน ที่เน้นบอลโยนยาวบอมบ์ใส่ตลอดทั้งเกม แต่เขาก็เก็บลูกกลางอากาศกินเรียบ แถมยังมีลูกเคลียร์บอลในจังหวะอันตรายได้เพียบ

ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ ดูเหมือนว่าหลังสามครั้งนี้จะแน่นขึ้นและที่สำคัญอาจจะเวิร์คซะแล้วสิ

 

3. วิงแบ็กท็อปฟอร์ม

จากที่ผลงานเงียบๆ ในเกมนัดแรก แต่กลายเป็นว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาทั้ง ทริสตอง โด และ ธีราทร บุญมาทัน กลับมาท็อปฟอร์มพร้อมกันซะเลย

ด้วยระบบ 3-4-1-2 ที่มีกองหลังแท้ๆ อยู่แล้วถึง 3 คนทำให้วิงแบ็กเกมนี้เติมเกมขึ้นไปได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องห่วงหลังมากนัก

โดยเฉพาะ ทริสตอง โด ที่ยังคงความแกร่งขึ้นสุด-ลงสุด ทำได้ดีเหลือเกินในเกมรุก และไม่ปล่อยให้เกมรับต้องโดนโจมตีเลย ที่สำคัญเขายังเป็นคนจ่ายบอลให้ ชนาธิป ซัดประตูชัยให้ทีมด้วย

เช่นเดียวกับ “โก๋อุ้ม” เมื่อมีอิสระในการขึ้นเกมมากขึ้น ก็ทำให้เขาดูจะมีจังหวะจ่ายบอลสวยๆ มากเหมือนกัน

 

4. ศิวรักษ์ไร้จุดบกพร่อง

เป็นอีกจุดที่ “โค้ชโต่ย” แก้เกมได้โดนใจแฟนบอลเหลือเกิน เมื่อเลือกดร็อป ฉัตรชัย บุตรพรม และส่ง ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ลงเป็นนายทวารตัวจริงอีกครั้ง

ตลอดทั้งเกม ผู้รักษาประตูจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไม่มีจุดผิดพลาดที่ต้องติเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งแรกก็จัดการเซฟลูกส่องไกลของ โมฮัมเหม็ด มาร์ฮูน ที่กระดอนพื้นมาได้แบบเต็มๆ

และที่พูดถึงไม่ได้คือล้มตัวเซฟลูกยิงระยะเผาขนของ อาลี มาดาน ที่โชว์ปฏิกิริยาสุดยอดด้วยการล้มตัวปัดออกไปได้เต็มมือ

เอาเข้าจริงประสบการณ์ที่ลุยบอลระดับเอเชียอย่าง เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก มาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นี่แหะคู่ควรกับมือหนึ่งของทีมจริงๆ เมื่อไม่มี กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์

 

5. เครดิตโค้ชโต่ย+หัวใจช้างศึก

ต้องให้เครดิตกุนซือขัดตาทัพอย่าง “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย เลยที่กล้าจะปรับระบบการเล่นใหม่หมด แถมยังกล้าดร็อปนักเตะบางรายที่ผลงานไม่ดีนักในเกมแรก และส่งแข้งช้างศึกลงในตำแหน่งที่พวกเขาถนัดจริงๆ

ซึ่งมันก็ได้ผลสุดๆ เมื่อดูทีมจะสมูทขึ้น และมีระบบ มีทรงมากขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งรับแน่น และก็กล้าที่จะเล่นเกมรุกมากยิ่งขึ้นจนนำไปสู่การกดดันคู่แข่งจนได้ประตูชัย

นอกจากนั้นก็ต้องชื่นชมนักเตะทุกคนที่วิ่งไล่เพรสซิ่งกันได้อย่างยอดเยี่ยม และทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ จนสุดพลังจนคว้าชัยสำคัญนี้มาได้

 


ชัยชนะนัดนี้ของ ทีมชาติไทย ที่มีเหนือ บาห์เรน 1-0 ทำให้โอกาสเข้ารอบต่อไปของเราดูจะสดใสขึ้นกว่าเดิมเยอะเหลือเกิน

แม้ในนัดสุดท้ายจะต้องเจอกับเจ้าภาพอย่าง ยูเออี แต่บอกเลยจากรูปเกมตอนนี้เราคงไม่ต้องมีอะไรกังวลแล้ว ที่สำคัญนัดต่อไปขอแค่ไม่แพ้บางทีก็อาจจะดีพอที่จะเข้ารอบได้แล้วด้วย

วันที่ 14 ม.ค.นี้ อย่าลืมกาปฏิทินไว้รอเชียร์ ทีมชาติไทย ดวล ยูเออี เพราะนี่แหละคือเกมชี้ชะตาว่าเราจะผ่านเข้าสู่รอบต่อไปเป็นครั้งแรกได้หรือยัง?? (หากนับเฉพาะทัวร์นาเมนต์ที่มี 16 ทีมขึ้นไป)