สื่อนอกมองไทย : กูรูชื่อดังเผย 5 จุดที่ ทีมชาติไทย ต้องปรับก่อนดวล บาห์เรน

2 months ago
3,070 reads • 2,788 shares
สื่อนอกมองไทย : กูรูชื่อดังเผย 5 จุดที่ ทีมชาติไทย ต้องปรับก่อนดวล บาห์เรน
โดย:

พอล เมอร์ฟี่ คอลัมนิสต์ชาวอังกฤษผู้เกาะติดฟุตบอลไทยเผย 5 จุดที่ ทีมชาติไทยต้องเร่งปรับก่อนดวล บาห์เรน

พอล เมอร์ฟี่ คอลัมนิสต์ชาวอังกฤษผู้เกาะติดฟุตบอลไทย ได้ออกมาเขียนบทความผ่านเว็บไซด์ Thaifootie.com ถึงเรื่องที่ ทีมชาติไทย ต้องปรับโดยด่วนหากอยากลุ้นเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป ก่อนจะลงสนามพบ บาห์เรน

โดย เมอร์ฟี่ ไเด้เริ่มพูดถึง ทีมชาติไทย ว่าต้องพยายามอย่างหนักในศึกเอเชียน คัพ 2019 ในเกมที่จะพบกับ บาห์เรน หลังพวกเขาเพิ่งจะแพ้มาด้วยผงานที่น่าอับอายเหลือเกิน

ความพ่ายแพ้ต่อ อินเดีย 1-4 นั้นก็นำไปสู่การโดนไล่ออกจากตำแหน่งกุนซือของ มิโลวาน ราเยวัช ทันที

ก่อนที่ ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย จะเป็นคนที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาคุมทีมชั่วคราวก่อน  และด้วยทางเลือกที่มีไม่มากรนัก เขาต้องพยายามยกระดับทีมชาติไทยให้ได้หากหวังที่จะเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย

และนี่คือ 5 สิ่งที่ ทัพช้างศึก ต้องทำโดยด่วนในเกมพบกับ บาห์เรน!!

 

1. แข้งไทยต้องแสดงพลังในสนาม ไม่ใช่นอกสนาม

มีรายงานมาเยอะเหมือนกันว่านักเตะไทยคือส่วนสำคัญในการกดดันให้สมาคมสั่งปลด มิโลวาน ราเยวัช ออกจากตำแหน่งกลางอากาศ หลังจากอยู่ในอาการท้อแท้จากความผิดหวังในศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ทำให้บรรยากาศในการเตรียมทีมก่อนแข่ง เอเชียน คัพ ดูย่ำแย่ และถึงจุดแตกหักทันที เมื่อโดน อินเดีย ถล่มไป 4-1

ทีมชาติไทยไม่ใช่ทีมแรกของโลก ที่ตกอยู่ในสภาพ "แคมป์แตก" ระหว่างทัวร์นาเมนต์ใหญ่ โดยย้อนกลับไปในศึก ฟุตบอลโลก 2010 กลุ่มนักเตะทีมชาติฝรั่งเศสก็เคยรวมตัวกันต่อต้านการทำทีมของ เรย์มงด์ โดเมอเน็ค มาแล้ว

แต่สิ่งที่ทีมตราไก่ต่างจากไทย ก็คือ ณ ตอนนั้น สมาคมฟุตบอลฝรั่งเศสให้การหนุนหลัง โดเมอเน็ค ให้คุมทีมจนกว่าจะจบทัวร์นาเมนต์ ซึ่งพลพรรค "เลส์ เบลอส์" ตกรอบแรกด้วยการเก็บได้แต้มเดียว

สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ หวังว่าการปลดกุนซือชาวเซอร์เบียออก อาจจะทำให้ 2 เกมที่เหลือ ทีมชาติไทย ดูจะมีอะไรที่ดีขึ้นบ้าง และเพิ่มโอกาสในการพลิกสถานการณ์ผ่านรอบแบ่งกลุ่มไปให้ได้

ตอนนี้แข้งช้างศึก ไม่มีทางเลือกมากไปกว่าการต่อสู้เพื่อตอบแทนความเชื่อใจของแฟนบอล และทำให้ได้ดีกว่าเกมที่แพ้ อินเดีย ซึ่งหากคราวนี้ทีมช้างศึกทำผลงานได้แย่อีก พวกนักเตะจะไม่มีข้อแก้ตัวเรื่องโค้ชอีกต่อไป

 

2. เรียนรู้จากทีมในอาเซียน

ในขณะที่ ทีมชาติไทย ต้องพบกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับกับ อินเดีย ทีมอันดับ 97 ของโลก แต่ทีมร่วมภูมิภาคอาเซียนทั้ง ฟิลิปปินส์ และ เวียดนาม กลับสู้ได้ดีกว่า ในการพบทีมที่ชื่อชั้นดีกว่าทีมจากแดนภารตะ ในศึก เอเชียน คัพ ปีนี้

ฟิลิปปินส์ แสดงให้เห็นถึงการเล่นแบบมีสมาธิสุดๆ ในการทำให้ยอดทีมอย่าง เกาหลีใต้ เจอเกมที่ลำบาก ซึ่งทีมโสมขาวก็ต้องเหนื่อยหนักกว่าจะเอาชนะด้วยประตูแค่ลูกเดียวในครึ่งหลัง

เช่นเดียวกับ เวียดนาม ที่ออกนำ อิรัก ไปถึงสองหน ก่อนจะมาพบความพ่ายแพ้อย่างเจ็บปวด 2-3 หลังโดนฟรีคิกสุดสวยช่วงทดเจ็บไปอย่างน่าปวดใจ

ย้อนกลับไปในปี 2015 ทัพช้างศึกเคยบุกถล่ม เวียดนาม อย่างขาดลอยในเกมคัดบอลโลก ขณะที่ในปี 2014 เราก็ผ่าน ฟิลิปปินส์ ในรอบรองชนะเลิศของศึก ซูซูกิ คัพ อย่างสบายๆ ซึ่งตอนนั้นเราโชว์ให้เห็นถึงความเป็นเบอร์หนึ่งอาเซียนแบบไม่มีใครเทียบได้

แต่ ณ ตอนนี้ที่ดูเหมือนว่าทีมชาติไทยกำลังอยู่ในช่วงถอยหลังลงคลอง คู่แข่งเหล่านั้นกลับแสดงให้เห็นถึงคุณภาพและความมุ่งมั่นที่จะยกระดับทีมให้แกร่งกว่าเดิม ซึ่งตอนนี้เราควรเรียนรู้จากทีมชาติเพื่อนบ้านบ้าง

 

3. ถึงเวลาของ ศิวรักษ์

นายทวารบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ถูก มิโลวาน ราเยวัช ถอดออกจากตัวจริงหลังจบเกมที่ 2 ของ ซูซูกิ คัพ 2018 และเป็น ฉัตรชัย บุตรพรม ได้โอกาสเฝ้าเสาแทน ทว่าความเฟอะฟะของ ฉัตรชัย กำลังทำลายความมั่นใจของผู้เล่นแนวรับทีมช้างศึกอยู่ในขณะนี้

เมื่อย้อนกลับไปดูในเกมกับ อินเดีย การยืนตำแหน่งที่แย่ของ ฉัตรชัย ถือว่ามีส่วนสำคัญกับการเสียถึง 2 ประตู รวมถึงการเตะเปิดเกมที่ทำได้ไม่ดีอีก

และเหนือสิ่งอื่นใด ฉัตรชัย บุตรพรม คือคนที่ไว้ใจไม่ได้มากที่สุด ในการป้องกันด่านสุดท้ายของทีมชาติไทยในตอนนี้ ซึ่งเชื่อว่า บาห์เรน น่าจะสังเกตเห็นจุดนี้เช่นกัน และเตรียมที่จะสร้างความกดดันให้กับเขา หาก "เจ้าบอย" ยังได้ลงเฝ้าเสาอีกในเกมถัดไป

ถึงแม้ ศิวรักษ์ อาจจะมีข้อผิดพลาดให้เห็นไม่ต่างกัน ตอนที่ได้ลงเฝ้าเสาในศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ แต่ตอนนี้เราก็ได้เห็นแล้วว่า ทีมชาติไทยพบกับความลำบากแค่ไหนในตำแหน่งผู้รักษาประตู ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่ได้ยืนเป็นมือหนึ่ง

แน่นอนว่านายด่านมือหนึ่งอย่าง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ คือผู้เล่นที่คนคิดถึงมากกว่าใครเพื่อน แต่ เมอร์ฟี่ ชี้ชัดว่า ศิวรักษ์ ซึ่งมีประสบการณ์มากมายใน เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก และคว้าแชมป์ไทยลีกมาแล้วถึง 6 สมัย คือคนที่ควรได้โอกาสก่อน ฉัตรชัย อย่างชัดเจน

 

4. ใช้นักเตะในตำแหน่งที่ถนัด

น่าแปลกใจทีเดียวที่ มิโลวาน ราเยวัช เลือกใช้ อดิศักดิ์ ไกรษร ลงเล่นเป็นปีกวาในเกมล่าสุด

และมันยิ่งน่าประหลาดใจอีกครั้งหลังเขาถอดมิดฟิลด์ตัวสร้างสรรค์เกมอย่าง สรรวัชญ์ เดชมิตร ออกและส่งแบ็กซ้ายอย่าง กรกช วิริยอุดมศิริ ลงมาเล่นแทน พร้อมดัน ธีราทร บุญมาทัน ขึ้นไปเป็นกองกลาง ปล่อยให้มิดฟิลด์อาชีพอย่าง ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ ปกเกล้า อนันต์ นั่งมองการตัดสินใจเช่นนี้แบบสุดงงบนม้านั่งสำรอง

แฟนบอลยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจกับ ราเยวัช มากเข้าไปใหญ่ เมื่อเขาตัดสินใจถอดเพลย์เมกเกอร์อย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ออกจากสนาม แล้วส่งกองหน้าฟอร์มฝืดอย่าง สิโรจน์ ฉัตรทอง ลงไปแทน แถมดันให้เล่นเป็นกองกลางซะอย่างนั้น ซึ่งเหมือนเป็นการยอมทิ้งโอกาสพลิกกลับมาเก็บแต้มของไทยไปโดยทันที

หนึ่งในงานแรกของ “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย กุนซือขัดตาทัพ ก็คือการหาระบบที่สามารถดึงศักยภาพของนักเตะออกมาให้ได้มากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ควรจับนักเตะดีๆ ไปเล่นในตำแหน่งไม่ถนัด

อย่างเช่นถ้าอยากใช้งาน อดิศักดิ์ ไกรษร ก็ต้องให้เล่นกองหน้าร่วมกับ ธีรศิลป์ แดงดา ขณะที่ ธีราทร บุญมาทัน ก็จะสร้างความอันตรายให้คู่แข่งได้มากที่สุด หากได้ลงเล่นทางกราบซ้าย

หรือบางทีเราอาจจะได้เห็นระบบหลังสาม โดยที่มี มิก้า ชูนวลศรี หรือ อดิศร พรหมรักษ์ มายืนร่วมกับ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว และ พรรษา เหมวิบูลย์ ก็ได้ ขณะที่ ศิวรักษ์ ก็อาจจะได้โอกาสลงเฝ้าเสา

อย่างไรก็ตาม “โค้ชโต่ย” ต้องเลือกที่จะปรับเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ในการทำให้ทีมคว้า 3 แต้มที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการลุ้นเข้ารอบให้ได้

 

5. ต้องแกร่งกว่าเดิม

ทีมชาติไทย ล้มเหลวในเรื่องความแข็งแกร่งทั้งร่างกาย และจิตใจทันทีในช่วงต้นครึ่งหลัง ทั้งๆ ที่ 45 นาทีแรกพวกเขาทำได้ดีเหลือเกิน

แม้นักเตะไทยได้รับคำชื่นชมเรื่องความสามารถ และทักษะมาอย่างต่อเนื่อง แต่ความแข็งแกร่งทางจิตใจนั้นมันดูจะเป็นเรื่องที่ไกลตัวเหมือนกัน บางทีพวกเขาต้องควบคุมสมาธิตัวเองให้ได้มากกว่านี้

ความพ่ายแพ้ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย หากพวกเขารวมใจกันสู้อย่างเต็มที่ และต้องจำไว้ว่าโอกาสในการสร้างประวัติศาสตร์ไม่ได้มีบ่อยๆ คุณอยากถูกจดจำในฐานะ ฮีโร่ หรือ ผู้ล้มเหลวล่ะลองเลือกดู??