Fact หลังเกม : 5 ปัจจัยทำ ไทย พ่าย อินเดีย ยับประเดิมเอเชียน คัพ 2019

2 months ago
4,912 reads • 3,832 shares
Fact หลังเกม : 5 ปัจจัยทำ ไทย พ่าย อินเดีย ยับประเดิมเอเชียน คัพ 2019
โดย:

5 ปัจจัยสำคัญทำ ทีมชาติไทย แพ้ อินเดีย 1-4 ในนัดประเดิมสนามเอเชียน คัพ 2019

ต้องยอมรับเลยว่าเกมประเดิมสนามของ ทีมชาติไทย ที่แพ้ต่อ อินเดีย ไปอย่างขาดลอย 1-4 ทำเอาแฟนบอลไทยผิดหวังกันทั้งประเทศจริงๆ

ด้วยความคาดหวังที่ต้องการจะเห็น ทัพช้างศึก ไปไกลใน เอเชียน คัพ 2019 ที่สำคัญนัดนี้มีผลโดยตรงต่อการเข้ารอบสุดๆ แต่กลับเล่นกันชนิดที่ว่าเชียร์กันไม่ขึ้นเลย แม้จะมีแข้งต่างแดนลงอย่างครบถ้วนก็ตาม และทำให้ มิโลวาน ราเยวัช ต้องถูกสั่งปลดพ้นตำแหน่งเฮดโค้ชทันที ในช่วงเช้าตรู่ของวันจันทร์ที่ผ่านมา

สำหรับเกมเมื่อคืนนี้ นี่น่าจะเป็น 5 ปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้ ทีมชาติไทย เริ่มต้นชิงแชมป์เอเชียได้อย่างไม่น่าจดจำซะเลย


1. เจอทีเด็ดตำนานอินเดีย

ต้องยอมรับเลยว่าเกมเมื่อคืนที่ผ่านมา แข้งอินเดียช่วยกันเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมสุดๆ โดยเฉพาะครึ่งหลังที่แทบจะครองเกมบุกใส่ไทยอยู่ฝั่งเดียวเลย

แต่หากจะหาใครสักคนที่ป่วนแนวรับไทย ได้อย่างต่อเนื่องคงต้องยกให้กองหน้าจอมเก๋าอย่าง สุนิล เชตรี ที่เหมาคนเดียว 2 ประตู และเป็นจุดเริ่มต้นของประตูที่ 3 ของอินเดียในครึ่งหลัง ที่ทำให้ทีมช้างศึกช็อตจนกลับสู่เกมไม่ได้อีก

ดาวยิงวัย 34 ปีรายนี้มีโอกาสสับไกไปถึง 6 ครั้ง ก่อนกลายเป็น 2 ประตูสำคัญให้ทีมขึ้นนำไทยถึงสองหน แถมยังมีจังหวะกดดันเกมรับของไทยได้ตลอดทั้งเกม

เอาเข้าจริงคนไทยอาจไม่รู้จักกันนัก แต่ เชตรี นี่แหละคือดาวยิงที่ยิงในนามทีมชาติเยอะที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกในตอนนี้ (นับแค่คนที่ยังเล่นทีมชาติอยู่) เป็นรองเพียง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซูเปอร์สตาร์กัปตันทีมชาติโปรตุเกส ที่ยิงให้ทีมฝอยทองไป 85 ประตู คนเดียวเท่านั้น

สุนิล เชตรี คือดาวซัลโวสูงสุดในประวัติศาสตร์ทีมชาติอินเดีย เมื่อซัดให้ทีมแดนโรตีไปแล้ว 67 ลูก จากการลงเล่นทีมชาติเป็นนัดที่ 105 ซึ่งถือว่ามากที่สุดของประเทศอีกเช่นกัน

 

2. จุดเปลี่ยนสำคัญตอน 2-1

การจบครึ่งแรกด้วยผลเสมอ 1-1 ถือว่าเป็นผลดีกับ ทีมชาติไทย พอสมควรที่จะได้เริ่มนับหนึ่งกันใหม่ในช่วง 45 นาทีสุดท้าย

แต่แล้วครึ่งหลังเริ่มต้นไปเพียง 53 วินาที การพลาดเสียบอลในแดน อินเดีย ก่อนจะถูก อูดานต้า ซิงห์ กระชากบอลขึ้นหน้ามาก่อนครอสเข้ากลางให้ อชิค คุรุนิยาน กระโดดข้ามบอลปล่อยให้ สุนิล เชตรี ซัดเข้าไปอย่างเฉียบขาดให้พวกเขาออกนำอีกครั้ง 2-1

นั่นส่งผลต่อแผนของ ไทย ที่เตรียมจะมาใช้ในครึ่งหลังทันที เพราะหลังจากนั้นเป็นต้นมา ทัพช้างศึก กลับดูไร้ระบบ เสียบอลง่าย และแทบจะไม่มีโอกาสพาบอลขึ้นหน้าไปลุ้นประตูได้อีกเลย

ซึ่งจะบอกว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญก็คงไม่ผิดนัก เพราะหลังจากเราโดนนำไปอีกครั้ง เห็นได้ชัดเลยว่านักเตะจากแดนภารตะกลับกล้าที่จะเล่น และโชว์ทักษะกันแบบไม่กลัวนักเตะไทย จนในที่สุดก็คว้าชัยไปแบบสวยงาม

 

3. ช้างศึกโดนโต้เป็นตุง

หากใครได้ดูเกมเมื่อคืนที่ผ่านมา 3 จาก 4 ประตูที่ไทยเสียนั้นมาจาก "เกมโต้กลับ" ของ อินเดีย ทั้งสิ้น

เริ่มตั้งแต่ลูกแรกที่โดนทุ่มเร็วก่อนที่ อชิค คุรุนิยาน จะกระชากไปยิงติดเซฟชนแขน ธีราทร บุญมาทัน จนกลายเป็นจุดโทษ เช่นเดียวกับอีก 2 ลูกถัดมาเมื่อจุดเริ่มต้นอยู่ที่การเสียบอลกลางสนามจนถูกลงโทษในที่สุด 

ซึ่งเอาเข้าจริง มิโลวาน ราเยวัช น่าจะพอเห็นจุดบอดอะไรมามากมายแล้วตั้งแต่ใน ซูซูกิ คัพ แต่เขากลับไม่สามารถแก้ไขได้ ที่สำคัญไม่รู้เขาคิดอะไรอยู่ถึงไม่เลือกส่งกลางรับอาชีพลงเลยสักคน จนกลายเป็นจุดบอดที่ทำให้ไทยไร้ตัวตัดเกมก่อนถึงกองหลัง

และเมื่อ อินเดีย มีพื้นที่ในแดนกลางเยอะขนาดนี้ ก็ไม่แปลกที่พวกเขาจะมีเกมรุกที่หลากหลายจนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของ ช้างศึก และทำให้ ราเยวัช ต้องถูกปลดออกจากตำแหน่งทันที ในเกมที่อัปยศเช่นนี้

 

4. ลุงวัชคิดอะไรอยู่??

การมีแข้งต่างแดนอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีรศิลป์ แดงดา และ ธีราทร บุญมาทัน ทำให้แฟนบอลไทยหวังเห็นรูปเกมที่ดีขึ้นกว่าชิงแชมป์อาเซียนแน่นอน

และจากรายชื่อ 11 ตัวจริงตอนแรกหลายคนอาจดีใจที่จะเห็นเกมรุกของ มิโลวาน ราเยวัช แต่ที่น่าสนใจคือทำไมไม่มีกลางรับอาชีพ?? รวมทั้งใช้ อดิศักดิ์ ไกรษร เล่นเป็นตัวริมเส้นได้ยังไง??

จุดแรกชัดเลยว่ากองกลางเราไม่สามารถคุมจังหวะได้เลย แถมทั้ง สรรวัชญ์ เดชมิตร และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ก็ไม่ใช่ตัวรับอาชีพอยู่แล้ว กลับต้องมาเล่นเป็นตัวต่ำก็ดูเสียของอยู่เหมือนกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือก AK9 เจ้าของดาวซัลโวซูซูกิ คัพ 2018 ไปเป็นปีกขวา ทั้งๆ ที่ตำแหน่งถนัดคือกองหน้าตัวเป้า

และทั้งเกมจะเห็นเลยว่า “เจ้ากอล์ฟ” ไม่ค่อยมีจังหวะพาบอลขึ้นหน้า หรือลากเลื้อยได้เลย ที่มากไปกว่านั้นคือเขาแทบจะไม่ลงมาช่วย ทริสตอง โด ในเกมรับเลย ซึ่งทำให้ดาวเตะลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส ต้องเจอกับสถานการณ์โดนรุมอยู่ตลอด

ยิ่งการเปลี่ยนตัวก็สุดจะขัดใจ เมื่อทีมกำลังตามอยู่กลับถอด ชนาธิป จอมทัพตัวเก่งออก แต่กลับส่ง สิโรจน์ ฉัตรทอง ลงมาเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับซะอย่างงั้น

ซึ่งก็อย่างที่เห็น ปีโป้ ทำได้ไม่ดีเอาซะเลยไม่ว่าจะเป็นการ ตัดบอล ออกบอล หรือเข้าปะทะก็ไม่มีให้เห็นเลย

ด้วยผลงานในเกมเมื่อคืนนี้ไม่รู้ว่า ราเยวัช ประมาทหรืออะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ คือบอลไทยดูไม่มีทรงเอาซะเลยทั้งๆ ที่ดูจากอะไรหลายๆ อย่างเราดูเหนือกว่าแท้ๆ

 

5. เมื่อไหร่จะเล่นเกมบุก??

เป็นจุดที่ถูกวิจารณ์มาโดยตลอดสำหรับทรงบอลของ มิโลวาน ราเยวัช หลังเขาเลือกที่จะเน้นรับมากกว่าเกมรุกมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

โดยเฉพาะเกมเมื่อคืน ดูบอลไทยจะไม่รีบที่จะทำเกมรุกขึ้นไปซะอย่างงั้น แม้กระทั่งบอลตามก็ยังคงเน้นเล่นกันแบบเดิมอยู่

ที่สำคัญแข้งช้างศึกก็ไม่ค่อยช่วยกันเพรสซิ่ง แถมยังถอยลงไปเล่นซะลึก ชนิดที่ว่า ธีรศิลป์ แดงดา ยังต้องลงมาล้วงบอลเอาเองด้วยซ้ำ และเห็นได้ชัดเลยว่าจังหวะขึ้นเกมรุกของไทยก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แถมเมื่อจะเปิดบอลเข้ากรอบเขตโทษก็ดันไม่มีนักเตะไทยอยู่ตรงนั้นซะอีก

ด้วยแท็กติกที่วางไว้แบบนี้ส่งผลให้ อินเดีย กล้าเล่น และมีพื้นที่ในการเล่นเกมรุกแบบโคตรอิสระจนได้ประตูมาแบบง่ายดายทั้งนั้น

จึงน่าจับตาดูว่า ในเกมต่อไปที่ทีมชาติไทยจะไม่มี มิโลวาน ราเยวัช คุมทีมแล้ว จะเล่นในสไตล์ที่เปิดเกมรุกกว่าเดิมทันทีหรือไม่ เพราะจะว่าไปแล้ว การปลดกุนซือระหว่างทัวร์นาเมนต์คือเรื่องที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ต้องยอมรับเลยว่าความพ่ายแพ้ต่อ อินเดีย 1-4 ในเกมเมื่อคืนนี้ทำให้ความหวังในการเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ในเอเชียน คัพ 2019 ของ ทีมชาติไทย ดูจะน้อยลงไปเยอะทีเดียว

กลับกัน ในแง่ดีก็คือ ถ้าอีก 2 เกมที่เหลือหากทำได้ดีขึ้นหลังจากโดนลงโทษอย่างหนักเข้าไป ถ้าเราเก็บได้อย่างน้อยสัก 4 คะแนน ก็น่าจะเพียงพอที่จะเข้ารอบต่อไปได้

ทีมชาติไทย จะคืนฟอร์มกลับมาได้ทันเวลาหรือไม่?? เดี๋ยวเรารู้กันในเย็นวันที่ 10 ม.ค.นี้ ที่จะลงเตะนัดที่สอง เจอกับ บาห์เรน