เรือทวงรองจ่าฝูง!! บุกทุบนักบุญ 3-1 ตามหงส์ 7 แต้มเท่าเดิม

2 months ago
163 reads • 458 shares
เรือทวงรองจ่าฝูง!! บุกทุบนักบุญ 3-1 ตามหงส์ 7 แต้มเท่าเดิม
โดย:

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 3-1 กลับไปรั้งรองจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

พรีเมียร์ลีก แมตช์วีก 20

เซาธ์แฮมป์ตัน 1-3 แมนเชสเตอร์ ซิตี้

สนาม : เซนต์ แมรี่ส์ สเตเดี้ยม

เกมคู่ที่ 2 ของคืนวันอาทิตย์ส่งท้ายปี 2018 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมแชมป์เก่าที่กำลังฟอร์มตก แพ้มา 2 นัดติดต่อกัน มีโอกาสทวงตำแหน่งรองจ่าฝูงคืนจาก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ หากบุกชนะเกมนี้ได้

ราล์ฟ ฮาเซนฮึทเทิ่ล กุนซือชาวออสเตรียของทีมนักบุญ ส่ง ชาร์ลี ออสติน ยืนกองหน้าตัวเดียว โดยอัดแดนกลางถึง 5 คน และเกมนี้ให้โอกาส เคย์น แรมเซย์ ดาวรุ่งวัย 18 ปี ลงตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรก ในตำแหน่งแบ็กขวา

ส่วน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มีข่าวดี เมื่อได้ตัว แฟร์นันดินโญ่ กองกลางตัวคุมเกมคนสำคัญ กลับมาลงตัวจริง โดยเกมนี้ ฟาเบียน เดลฟ์ ติดโทษแบน ทำให้ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ ได้ลงยืนแบ็กซ้ายแทน

นาทีที่ 5 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ น่าจะขึ้นนำได้ เมื่อ ราฮีม สเตอร์ลิง ตามไปฉกบอลได้จาก แจ็ค สตีเฟ่นส์ ในเขตโทษ แล้วดึงจังหวะจ่ายให้ ดาบิด ซิลบา วิ่งขึ้นมารับบอล แล้วแต่งเข้าเท้าขวา แต่ซัดไม่แรงนัก โดน อเล็กซ์ แม็คคาร์ธี่ เซฟไว้ได้



นาทีที่ 10 แมนฯ ซิตี้ ออกนำ 1-0 เมื่อ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ทำชิ่งกับ ริยาด มาห์เรซ หลุดขึ้นไปทางฝั่งขวา ก่อนที่ แบร์นาร์โด้ จะดีดไซด์ก้อยด้วยเท้าซ้ายไปตรงบริเวณจุดโทษให้ ดาบิด ซิลบา ซัดโล่งๆ ตุงตาข่ายไม่มีเหลือ

นาทีที่ 19 เรือใบสีฟ้าน่าจะได้ประตูที่ 2 เมื่อต่อบอลกันขึ้นมาจากแดนตัวเอง ก่อนที่จังหวะสุดท้าย ริยาด มาห์เรซ ลากบอลจากกลางสนามขึ้นมาทางฝั่งขวา เข้าไปถึงในกรอบเขตโทษ ก่อนได้ซัดด้วยซ้ายเน้นๆ แต่ดันกดข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย



นาที 25 แมนฯ ซิตี้ พลาดโอกาสทองอีกครั้ง เมื่อ แฟร์นันดินโญ่ จ่ายให้ ราฮีม สเตอร์ลิง สปีดหลุดขึ้นไปทางฝั่งขวา ก่อนตบเข้ากลางให้ เซร์คิโอ อเกวโร่ ยิงโล่งๆ หน้าประตู แต่ดันซัดไปตรงตัว อเล็กซ์ แม็คคาร์ธี่ ทำให้เรือใบสีฟ้ายังไม่ได้ประตูที่ 2

นาที 33 เซาธ์แฮมป์ตัน ได้ลุ้นตีเสมอบ้าง เมื่อมาได้เตะมุมฝั่งซ้าย ก่อนที่ เจมส์ วอร์ด-เพราส์ จะเปิดไปเสาแรกให้ ชาร์ลี ออสติน วิ่งเข้าขวิดเกือบเสียบเสา แต่ เอแดร์ซอน โมราเอส โชว์ซูเปอร์เซฟช่วย แมนฯ ซิตี้ ไว้ได้



แต่นาที 37 เจ้าบ้านตีเสมอจนได้ เมื่อ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ จับบอลพลาดในแดนตัวเอง จนโดน ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก ฉกบอลไป แล้วลากไปซัดเต็มข้อ แสกหน้า เอแดร์ซอน ตุงตาข่าย

อย่างไรก็ตาม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แซงนำอีกครั้งเป็น 2-1 ในนาทีสุดท้ายของครึ่งแรก เมื่อ ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษฝั่งซ้าย แล้วพยายามจะเปิดไปที่หน้าประตู ทว่าบอลไปโดน เจมส์ วอร์ด-เพราส์ กองกลาง เซาธ์แฮมป์ตัน เปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเอง



นาที 45+3 แมนฯ ซิตี้ หนีห่างเป็น 3-1 เมื่อ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ เคาะบอลชิ่งกับ ดาบิด ซิลบา ทางฝั่งซ้าย ก่อนที่ ซินเชนโก้ จะบรรจงครอสบอลเข้าเขตโทษให้ เซร์คิโอ อเกวโร่ เทกตัวโขกตุงตาข่าย และเป็นประตูสุดท้ายของครึ่งเวลาแรก

ครึ่งหลัง นาที 55 แชมป์เก่าน่าจะได้ประตูที่ 4 เมื่อ ดาบิด ซิลบา จ่ายเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายให้ ราฮีม สเตอร์ลิง วิ่งหลุดเข้าไปกดด้วยซ้ายเน้นๆ แต่ว่า อเล็กซ์ แม็คคาร์ธี่ ยังพุ่งปัดทิ้งได้อย่างยอดเยี่ยม



นาที 80 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พลาดโอกาสได้ประตูอีกครั้ง เมื่อ กาเบรียล เชซุส ตัวสำรอง รับบอลบริเวณกลางสนาม ก่อนไหลขึ้นหน้าให้ ริยาด มาห์เรซ หลุดเดี่ยวไปซัดด้วยขวา แต่ยังซัดไปตรงตัว แม็คคาร์ธี่ อีก

นาที 85 เซาธ์แฮมป์ตัน มาเหลือผู้เล่น 10 คน หลังจาก ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก โดนใบแดงโดยตรงไล่ออกจากสนามไป เมื่อพุ่งเข้าเสียบใส่ แฟร์นันดินโญ่ แบบอันตราย

จากนั้นจบเกม ไม่มีประตูเพิ่ม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คืนฟอร์มกลับมาชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 3-1 เก็บ 3 แต้มแซงหน้า ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กลับขึ้นไปรั้งรองจ่าฝูงอีกครั้ง โดยตามหลังจ่าฝูงอย่าง ลิเวอร์พูล 7 แต้ม ก่อนเปิดบ้านเจอทีมหงส์แดง คืนวันพฤหัสบดีนี้

 

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

เซาธ์แฮมป์ตัน (4-1-4-1) : อเล็กซ์ แม็คคาร์ธี่ - เคย์น แรมเซย์, ยาน เบดนาเร็ค, แจ็ค สตีเฟ่นส์, แม็ตต์ ทาร์เก็ตต์ - โอริโอล โรเมว (ยาน วาเลรี่ น.59) - เจมส์ วอร์ด-เพราส์, มาริโอ เลอมิน่า (เนธาน เร้ดมอนด์ น.46), ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก (กัปตันทีม), โมฮาเหม็ด เอลยูนูสซี่ - ชาร์ลี ออสติน (เชน ลอง น.68)

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส - ดานิโล่, แว็งซ็องต์ ก็องปานี (กัปตันทีม), อายเมอริค ลาป๊อร์กต์, โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ - แบร์นาร์โด้ ซิลวา, แฟร์นันดินโญ่ (ไคล์ วอล์คเกอร์ น.86), ดาบิด ซิลบา - ริยาด มาห์เรซ (ลีรอย ซาเน่ น.84), เซร์คิโอ​ "กุน" อเกวโร่ (กาเบรียล เชซุส น.73), ราฮีม สเตอร์ลิง

ผู้ตัดสิน : พอล เทียร์นี่ย์