หงส์แดงนำโด่ง!! ยำนิว 4-0, เรือใบแพ้อีก ไก่ร้อนแรงขึ้นรองฝูง ส่วนผีตบนิ่ม

3 weeks ago
384 reads • 1,041 shares
หงส์แดงนำโด่ง!! ยำนิว 4-0, เรือใบแพ้อีก ไก่ร้อนแรงขึ้นรองฝูง ส่วนผีตบนิ่ม
โดย:

สรุปผลศึกพรีเมียร์ลีก วันบ็อกซิ่งเดย์ รอบ 4 ทุ่มของบรรดาทีมใหญ่

พรีเมียร์ลีก แมตช์วีก 19

เลสเตอร์ ซิตี้ 2-1 แมนเชสเตอร์ ซิตี้

สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

ศึกพรีเมียร์ลีก วันบ็อกซิ่งเดย์ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่เพิ่งบุกชนะ เชลซี 1-0 เมื่อสุดสัปดาห์ เปิดบ้านรับมือแชมป์เก่าอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้

เกมนี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือทีมเรือใบสีฟ้า ส่ง เควิน เดอ บรอยน์ ลงตัวจริงในเกมลีกเป็นครั้งแรกในฤดูกาลนี้ หลังสภาพร่างกายฟิตได้ที่แล้ว และยังได้ตัว เซร์คิโอ อเกวโร่ กลับมาเป็นกองหน้าตัวเป้าด้วย

นาทีที่ 14 แมนฯ ซิตี้ บุกนำ 1-0 เมื่อ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ได้บอลจาก เซร์คิโอ อเกวโร่ หลุดเดี่ยวเข้าไปยิงผ่านมือ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ง่ายๆ

แต่นาที 19 เลสเตอร์ ตีเสมอเป็น 1-1 เมื่อ เจมี่ วาร์ดี้ บรรจงเปิดบอลจากฝั่งซ้ายข้ามแนวรับทีมเยือนเข้าไปในเขตโทษ ให้ มาร์ค อัลไบรท์ตัน สอดเข้าโหม่งย้อนศรตุงตาข่าย

จบครึ่งแรก ทั้งสองทีมยังเสมอกัน 1-1 โดย เลสเตอร์ เป็นฝ่ายหาโอกาสลุ้นยิงได้มากกว่านิดๆ แม้ แมนฯ ซิตี้ จะครองบอลเหนือกว่ามากก็ตาม

ครึ่งหลัง นาที 81 กลายเป็น เลสเตอร์ ซิตี้ พลิกแซงนำเป็น 2-1 จากการเติมขึ้นไปยิงจากนอกเขตโทษของแบ็กขวา ริคาร์โด้ เปเรยร่า ตะบันด้วยขวาส่งบอลพุ่งตุงตาข่ายอย่างสวยงาม

นาที 89 แมนฯ ซิตี้ มาเหลือผู้เล่น 10 คน เมื่อ ฟาเบียน เดลฟ์ โดนไล่ออกจากสนาม

จบเกม เลสเตอร์ ชนะ แมนฯ ซิตี้ 2-1 ทำให้ทีมเรือใบสีฟ้า พลาดท่าแพ้ในพรีเมียร์ลีก 2 นัดติดต่อกัน จนตามหลัง ลิเวอร์พูล ห่าง 7 แต้ม แถมร่วงลงมาอยู่อันดับ 3 ด้วย เพราะ สเปอร์ส เปิดบ้านถล่ม บอร์นมัธ 5-0 จนทำอันดับแซงขึ้นมาแทน


รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

เลสเตอร์ ซิตี้ (4-3-3) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล - ริคาร์โด้ เปเรยร่า, เวส มอร์แกน (กัปตันทีม), แฮร์รี่ แม็กไกวร์, เบน ชิลเวลล์ - ฮัมซ่า ชูดูรี่ (เดมาไร เกรย์ น.63), นอมปาลีย์ส เมนดี้, วิลเฟรด เอ็นดิดี้ - มาร์ค อัลไบรท์ตัน, เจมี่ วาร์ดี้ (ชินจิ โอกาซากิ น.88), เจมส์ แมดดิสัน (แดนนี่ ซิมพ์สัน น.78)

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส - ดานิโล่, จอห์น สโตนส์, อายเมอริค ลาป๊อร์กต์, ฟาเบียน เดลฟ์ - เควิน เดอ บรอยน์ (ดาบิด ซิลบา น.70), อิลคาย กุนโดกัน, แบร์นาร์โด้ ซิลวา (ริยาด มาห์เรซ น.83) - ราฮีม สเตอร์ลิง, เซร์คิโอ​ "กุน" อเกวโร่ (กัปตันทีม), ลีรอย ซาเน่

ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน

________________________________________

ลิเวอร์พูล 4-0 นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

สนาม : แอนฟิลด์

ทางด้านจ่าฝูงอย่าง "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ส่งผู้เล่นชุดใหญ่เต็มอัตราศึก ในเกมเปิดบ้านเจอกับ นิวคาสเซิ่ล ทีมอันดับ 15 ซึ่งถ้าทีมหงส์แดงชนะได้ จะการันตีว่าจะรั้งจ่าฝูงข้ามปีเลยทีเดียว

เปิดเกมมาแค่ 11 นาที เจ้าถิ่นออกนำอย่างรวดเร็ว จากจังหวะต่อเนื่องจากลูกเตะมุม แล้ว แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน บรรจงเปิดเข้าไปในเขตโทษ​ แล้วกองหลัง นิวคาสเซิ่ล โหม่งสกัดไม่ดี เข้าทาง เดยัน ลอฟเรน กองหลังที่เติมขึ้นมาเอี้ยวตัวซัดด้วยขวาตุงตาข่ายอย่างสวยงาม

จบครึ่งแรก ลิเวอร์พูล จึงออกนำ นิวคาสเซิ่ล 1-0

ครึ่งหลังเริ่มมาเพียง 3 นาที ทีมหงส์แดงมาได้จุดโทษ ก่อนที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จะรับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาด ทำให้ ลิเวอร์พูล นำสบาย 2-0 ถือเป็นประตูที่ 12 ในลีกซีซั่นนี้ของ ซาลาห์ ด้วย

นาทีที่ 80 ลิเวอร์พูล ได้ประตูเพิ่มเป็น 3-0 จากการชาร์จจ่อๆ ของ เซอร์ดาน ชากิรี่ ก่อนที่นาที 85 หงส์แดงมาบวกสกอร์เพิ่มเป็น 4-0 จาก ฟาบินโญ่ ตัวสำรองที่เติมขึ้นไปโขกลูกเตะมุมจมตาข่าย

จบเกม ลิเวอร์พูล ถล่ม นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 4-0 ทำให้หงส์แดงนำจ่าฝูงต่อไป ด้วยการทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 7 แต้ม หลังจากทีมเรือใบสีฟ้า พลาดท่าแพ้อีกนัด แต่รองจ่าฝูงเปลี่ยนเป็น ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ แทน ที่ไล่จี้มาด้วยช่องว่าง 6 แต้ม

 

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

ลิเวอร์พูล (4-2-3-1) : อาลีสซง เบ็คเกอร์ - เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เดยัน ลอฟเรน, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน (เนธาเนียล ไคลน์ น.82) - จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (กัปตันทีม), จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม (ฟาบินโญ่ น.62) - เซอร์ดาน ชากิรี่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ (แดเนียล สเตอร์ริดจ์ น.69), ซาดิโอ มาเน่ - โมฮาเหม็ด​ ซาลาห์

นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (5-3-2) : มาร์ติน ดูบราฟก้า - เดอันเดร เยดลิน, เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ, จามาล ลาสเซลส์ (กัปตันทีม), พอล ดัมเม็ตต์, แม็ตต์ ริทชี่ - อิซัค เฮย์เด้น,​ โมฮาเหม็ด ดิยาเม่, เคเนดี้ (ฌอน ลองสต๊าฟฟ์ น.73) - โยชิโนริ มุโต้, โฆเซลู

ผู้ตัดสิน : เกรแฮม สกอตต์

________________________________________

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-1 ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด



ทางด้านทีมอันดับ 6 อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด เกมนี้ถือเป็นนัดแรกที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ กุนซือคนใหม่ทำหน้าที่คุมทัพที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วย 

เกมนี้ โซลชาร์ ต้องอดใช้งาน อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ตัวรุกจอมพลิ้วที่ป่วยเป็นอาหารเป็นพิษ​ ทำให้ ฆวน มาต้า ได้โอกาสลงตัวจริงแทน

นาที 28 ทีมปีศาจแดงขึ้นนำ 1-0 เมื่อมาได้เตะมุมฝั่งซ้าย มาร์คัส แรชฟอร์ด เปิดให้ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ โหม่งสะบัดไปติด เอเลียส คาชุงก้า โหม่งเคลียร์ออกมา แต่บอลเข้าทาง เนมานย่า มาติช ยิงซ้ำเข้าไปจ่อๆ ถือเป็นประตูแรกของ มาติช ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ด้วย

จบครึ่งแรก แมนฯ ยูไนเต็ด นำ ฮัดเดอร์สฟิลด์ 1-0 โดยรูปเกมเจ้าบ้านข่มทีมเยือนขาดชัดเจน

ครึ่งหลัง นาที 64 ผีแดงหนีห่างเป็น 2-0 เมื่อ มาร์คัส แรชฟอร์ด พลิกบอลจ่ายให้ ฆวน มาต้า พาบอลไปถึงสุดเส้นหลังทางขวาในเขตโทษ ก่อนจ่ายให้ อันเดร์ เอร์เรร่า ล้มตัวแตะต่อให้ ปอล ป็อกบา ได้ซัดเน้นๆ ส่งบอลพุ่งเสียบเสาเข้าไปอย่างเด็ดขาด

นาที 78 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หนีไปเป็น 3-0 เมื่อ ปอล ป็อกบา รับบอลจาก เจสซี่ ลินการ์ด ก่อนแต่งหามุมซัดด้วยขวาข้างถนัด บอลไซด์โป้งเสียบเสาเข้าไปอย่างสวยงาม

นาที 88 ฮัดเดอร์สฟิลด์ ตีไข่แตกไล่มาเป็น 3-1 เมื่อเปิดฟรีคิกสาดยาวเข้าไปในเขตโทษ ก่อนที่ สตีฟ มูนิเย่ กองหน้าตัวสำรอง จะขึ้นโหม่งชงให้ มาธิอัส "ซันก้า" ยอร์เกนเซ่น กองหลังเติมขึ้นมาชาร์จระยะเผาขนเข้าไป

จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดบ้านชนะ ฮัดเดอร์สฟิลด์ 3-1 ทำให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ พาทีมคว้าชัยชนะได้ 2 นัดติดต่อกัน


รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (4-3-3) : ดาบิด เด เคอา (กัปตันทีม) - ดีโอโก้ ดาโลต์ (แอชลี่ย์ ยัง น.54), วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, ฟิล โจนส์, ลุค ชอว์ - เฟร็ด (อันเดร์ เอร์เรร่า น.54), เนมานย่า มาติช, ปอล ป็อกบา - ฆวน มาต้า (อังเคล โกเมส น.81), มาร์คัส แรชฟอร์ด, เจสซี่ ลินการ์ด

ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ (4-2-3-1) : โยนาส ลอสเซิล - เอริค ดวร์ม, มาธิอัส "ซันก้า" ยอร์เกนเซ่น, คริสโตเฟอร์ ชินด์เลอร์ (กัปตันทีม), เทเรนซ์ คองโกโล่ - ฟลอร็องต์ ฮาเดิร์กโยนาย, ฟิลิป บิลลิ่ง - เอเลียส คาชุงก้า (คริส เลิฟ น.57), อเล็กซ์ พริตชาร์ด, อิซัค เอ็มเบนซ่า (คอลลิน ควาเนอร์ น.62) - โลร็องต์ เดอปวตร์ (สตีฟ มูนิเย่ น.73)

ผู้ตัดสิน : โจนาธาน มอสส์ 

________________________________________

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 5-0 บอร์นมัธ

สนาม : เวมบลีย์ สเตเดี้ยม


ขณะที่ "ไก่เดือยทอง"​ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ทีมอันดับ 3 ซึ่งฟอร์มกำลังร้อนแรง เปิดบ้านรับมือ บอร์นมัธ ทีมอันดับ 8 โดยเจ้าถิ่นยังคงวาง ซน ฮึง-มิน ยืนกองหน้าคู่กับ แฮร์รี่ เคน เหมือนเดิม

เปิดเกมมาแค่ 16 นาที สเปอร์ส ขึ้นนำ 1-0 เมื่อ คริสเตียน เอริคเซ่น ได้บอลจาก ไคล์ วอล์คเกอร์-ปีเตอร์ส ก่อนซัดด้วยซ้ายจากนอกเขตโทษ บอลแฉลบกองหลังทีมเยือนเข้าไป

นาที 32 เจ้าถิ่นหนีไปเป็น 2-0 จาก ซน ฮึง-มิน ที่รับบอลจาก วอล์คเกอร์-ปีเตอร์ส ก่อนซัดด้วยขวา บอลพุ่งเรียดเสียบเสาตุงตาข่าย

นาที 35 ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ยังไม่หยุดยิง หนีห่างไปเป็น 3-0 อีก เมื่อ ไคล์ วอล์คเกอร์-ปีเตอร์ส เติมขึ้นไปทางฝั่งขวา แล้วตวัดบอลเข้ากลางให้ ลูคัส มูร่า ยิงตามน้ำแบบไม่ต้องจำ ถือเป็นการทำ "แฮตทริกแอสซิสต์" ของ วอล์คเกอร์-ปีเตอร์ส ด้วย

จบครึ่งแรก สเปอร์ส นำ บอร์นมัธ ห่าง 3-0

ครึ่งหลัง นาที 61 ไก่เดือยทองหนีไปเป็น 4-0 คราวนี้ คริสเตียน เอริคเซ่น บรรจงเปิดทะลุแนวรับให้ แฮร์รี่ เคน หลุดไปตวัดยิงตามน้ำด้วยซ้ายเข้าไป ทำให้ เคน ซัดลูกที่ 12 ในลีกซีซั่นนี้แล้ว

สเปอร์ส แรงแบบฉุดไม่อยู่ นาทีที่ 70 ซน ฮึง-มิน มากดประตูที่ 2 ของตัวเองในเกมนี้ เป็นประตูปิดท้ายให้ไก่เดือยทองถล่ม 5-0 พร้อมแซงหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นไปเป็นรองจ่าฝูงแล้ว โดยตามหลัง ลิเวอร์พูล 6 แต้ม


รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (4-3-1-2) : อูโก้ โยริส (กัปตันทีม) - ไคล์ วอล์คเกอร์-ปีเตอร์ส, ฮวน ฟอยธ์, โทบี้ อัลเดอร์แวเรลด์, แดนนี่ โรส - มุสซ่า ซิสโซโก้, แฮร์รี่ วิงค์ส, คริสเตียน เอริคเซ่น (เบน เดวิส น.84) - ลูคัส มูร่า - ซน ฮึง-มิน (เฟร์นานโด ยอเรนเต้ น.88), แฮร์รี่ เคน (โอลิเวอร์ สคิปป์ น.77)

บอร์นมัธ (4-4-1-1) : อัสเมียร์ เบโกวิช - ไซม่อน ฟรานซิส (กัปตันทีม) (ดีเอโก้ ริโก้ น.45+3), สตีฟ คุก, นาธาน อาเก้, ชาร์ลี แดเนียลส์ - เดวิด บรู๊คส์ (โจชัว คิง น.74), แอนดรูว์ เซอร์แมน, เจฟเฟอร์สัน เลอร์ม่า, ไรอัน เฟรเซอร์ - จูเนียร์ สตานิสลาส - คัลลั่ม วิลสัน

ผู้ตัดสิน : คริส คาวานาห์