ช้างศึกต้องดีใจ!! 5 ข้อดีที่ทีมชาติไทย U-23 จะได้จากการมาของ กาม่า

2 months ago
1,753 reads • 1,315 shares
ช้างศึกต้องดีใจ!! 5 ข้อดีที่ทีมชาติไทย U-23 จะได้จากการมาของ กาม่า
โดย:

5 ข้อดีที่ ทีมชาติไทย U-23 หลังตั้งให้ อเล็กซานเดร กาม่า เป็นเฮดโค้ช

อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่า อเล็กซรานเดร กาม่า ได้เข้ามารับตำแหน่งเฮดโค้ชคุมทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี อย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อย ด้วยสัญญาระยะสั้น 1 ปีก่อนเพื่อดูผลงานในการทำทีม

หากดูแค่โปรไฟล์ หรือประสบการณ์ของกุนซือชาวบราซิลรายนี้ต้องยอมรับเลยว่า นี่คือยอดโค้ชที่น่าจะได้รับความคาดหวังมากที่สุดในรอบหลายสิบปีเลยก็ว่าได้

และนี่คือ 5 ข้อดีของ กาม่า ในวัย 50 ปีที่น่าจะเป็นประโยชน์สุดๆ กับช้างศึกชุดเล็กที่กำลังตั้งเป้าไปโอลิมปิก 2020!!


โค้ชนอกที่รู้จักแข้งไทย!!

แน่นอนว่า ทีมชาติไทย ในยุคหลังๆ มักต้องการได้โค้ชต่างชาติมาทำหน้าที่นี้ด้วยประสบการณ์ที่ดูจะมีมากกว่าคนไทย หรือแท็คติกการแก้เกมที่ดูจะมีมิติมากกว่า ทำให้การมาของ กาม่า น่าจะเป็นการตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว เพราะด้วยความเป็นชาวบราซิล

และที่สำคัญคือตลอด 4 ปีเต็มที่เขาเริ่มต้นทำงานที่ไทย ทำให้กุนซือวัย 50 ปี กลายเป็นชาวต่างชาติคนนึงที่รู้จักบอลไทย และนักเตะไทยได้ดีเลยทีเดียว

โดยเฉพาะการลงได้ไปคุมทีมใหญ่อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ที่ทำให้เขามีโอกาสเห็นแข้งดาวรุ่งมากมายในลีกไทย และน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ กาม่า น่าจะมีลิสต์นักเตะอยู่ในมือเพียบเลยทีเดียวที่ตรงกับแผนงานของเขา

 

พิสูจน์ตัวเองด้วยแชมป์

อเล็กซานเดร กาม่า ได้รับการยกย่องให้เป็นโค้ชชาวต่างชาติที่ดี และประสบความสำเร็จมากที่สุดในไทยเวลานี้ เอาแค่ 4 ปีที่เข้ามาคุมทีมในไทยเขาคว้าไปแล้ว 12 แชมป์จากการคุมไปเพียง 2 สโมสรเท่านั้น

กาม่า เริ่มต้นด้วยการพา บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คว้า 8 แชมป์จาก 2 ปีที่เขาคุมทีม(2014-2016) แต่แน่นอนว่า ทัพปราสาทสายฟ้า คือทีมที่ดีที่สุดของไทย ทำให้หลายคนยังมองว่าหรือเพราะทีมใหญ่มันจึงทำให้ยิ่งประสบความสำเร็จง่ายขึ้น

แต่แล้วการมาคุม สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ของ กาม่า กลับทำให้เขายกระดับความสามารถตัวเองขึ้นไปเป็นตัวท็อปของวงการบอลไทยไทันที

จากเดิม กว่างโซ้งมหาภัย คือทีมกลางตารางที่ไม่ได้ลุ้นอะไรเลย แต่กลับกัน 2 ปีที่ผ่านมาพวกเขาคว้าแชมป์บอลถ้วยไปถึง 4 ใบ ซึ่งเป็นแชมป์แรกในประวัติศาสตร์สโมสรด้วยเพียงเพราะมีโค้ชที่ชื่อว่า กาม่า เข้ามายกระดับทีมนั่นเอง

การพาทีมชนะได้ทั้ง เมืองทอง, บุรีรัมย์ และคว้าบอลถ้วยของไทย 3 จาก 4 ใบในสองปีแค่นี้ก็คงมากพอแล้วว่าทำไมเขาถึงเหมาะกับ ช้างศึกU23 เหลือเกิน

 

เกมรับเหนียวแน่น

เรื่องที่น่าห่วงของ ทีมชาติไทย เกือบทุกชุดคือเกมรับที่เมื่อเจอทีมที่แข็งแกร่งกว่าแล้วมักจะเอาไม่อยู่ ตัดกลับไปดูที่ชุดใหญ่ดูเหมือนว่าตอนนี้ มิโลวาน ราเยวัช จะพอจะจัดการกับปัญหานี้ได้แล้วด้วยการค้นพบเซนเตอร์ที่ไว้ใจได้มารักษาหลังบ้าน

ตัดกลับมาที่ชุด U23 หลายๆ รายการที่ผ่านมาแม้จะเป็นกองหลังที่พอมีชื่อเสียง แต่กลายเป็นว่าผลงานกลับไม่น่าพอใจ และยังมีจุดบกพร่องเพียบ

แต่การได้ กาม่า เข้ามาก็น่าจะเป็นการแก้ที่ถูกจุดดีเหมือนกัน เพราะตลอด 4 ปีในไทยเขาคุมทีมเสียประตูน้อยที่สุดติด Top 3 ทุกปี (บุรีรัมย์ : เสียน้อยสุดในลีก 2014,2015 : เชียงราย : เสียน้อยสุดอันดับ 3 ในลีก 2017,2018)

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกใช้แผนกองหลังตัวกลางสามคน กลายเป็นแผนเด็ดที่เฮดโค้ชชาวบราซิลรายนี้ทำได้ดีทั้งใน บุรีรัมย์ และ เชียงราย ด้วย

จึงน่าจะเป็นผลดีกับ ช้างศึกชุดนี้เหมือนกันกับการลองปรับไปใช้หลังสาม สลับสี่ตามสถานการณ์ในแต่ละแมตช์

 

ให้โอกาสดาวรุ่ง!!

ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะการมาคุมทีม U23 สิ่งสำคัญสุดๆ คือการค้นหาดาวรุ่งที่มีศักยภาพโดดเด่นเพื่อติดทีมชาติไทยลุยรายการต่างๆ โดยเฉพาะเป้าหมายคือไปโอลิมปิก 2020 ให้ได้นั่นเอง

และหากย้อนกลับไปอีกที กาม่า ก็ถือเป็นโค้ชที่ชอบให้โอกาสแข้งดาวรุ่งซะด้วย โดยใน บุรีรัมย์ เขานี่แหละที่ยื่นโอกาสให้ สุภโชค สารชาติ, อานนท์ อมรเลิศศักดิ์, เชาว์วัตต์ วีระชาติ รวมทั้ง ขวัญชัย สุขล้อม จนปัจจุบันมีชื่อไปติดทีมชาติไทยชุดใหญ่กันเกือบหมดแล้ว

เช่นเดียวกับใน สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด เขาสร้างเสริมความแกร่งให้ดาวรุ่งอย่าง ชัยวัฒน์ บุราญ, พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล, ชินภัทร์ ลีเอาะ, นนท์ ม่วงงาม จนก้าวไปเป็นแข้งท็อปๆ ของไทยแล้วเหมือนกัน

นี่ก็ยิ่งทำให้การทำงานของ กาม่า น่าจะดูสอดคล้องกับรูปแบบทีม U-23 และน่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นอีกแน่นอน

 

เฮดโค้ชระดับเอเชีย!!

หากจะหาเฮดโค้ชในไทยที่มีประสบการณ์ระดับเอเชียสูงๆ ก็คงจะเลือกไม่ผิดแล้วล่ะเพราะเมื่อลองไปคุ้ยผลงานมาแล้ว กาม่า เคยเป็นหนึ่งในผู้ช่วยโค้ชทีมชาติเกาหลีใต้ ชุดคว้าอันดับ 3 เอเชียนคัพ 2011 มาแล้ว

ส่วนในฟุตบอลถ้วยเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก กุนซือรายนี้ก็เคยพา อัล วาห์ด้า ทีมจากยูเออี ทะลุเข้าไปตัดเชือกมาแล้วในปี 2007

ก่อนจะมาพา บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทำแต้มสูงสุดของทีมจากไทยในถ้วยเอเชีย 10 คะแนนในปี 2015 แต่น่าเสียดายที่ต้องร่วงรอบแรกในตอนนั้น พร้อมสู้กับทีมจากญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และ จีน ได้อย่างสูสี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเขาเกือบพา เชียงราย ไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม ACL ได้เป็นครั้งแรก น่าเสียดายที่รอบเพลย์ออฟรอบสุดท้ายบุกแพ้ยอดทีมแดนมังกรอย่าง เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี ไปแบบหวิดหวิด 0-1

นี่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประสบการณ์ของเขาเท่านั้น ว่ากันตามตรงก็ต้องยอมรับว่า กาม่า เป็นกุนซือที่ฝีมือดีคนนึงที่น่าจะเข้ามายกระดับเดกไทยได้ดีแน่ๆ

 


ต้องยอมรับเลยว่าการคว้า อเล็กซานเดร กาม่า เข้ามาคุมทีมชาติไทย U-23 ถือเป็นเรื่องที่ดี และน่าสนใจอย่างยิ่งว่าจะเข้ามายกระดับทีมได้มากน้อยแค่ไหน

การได้ชื่อว่าเป็นโค้ชต่างชาติที่ดีที่สุดในไทยตอนนี้คงไม่ได้มาเพราะโชคช่วยแน่นอน แต่ท้ายที่สุดแล้วเวลา และผลงานนั่นแหละที่จะตอบได้ดีว่า เฮดโค้ชวัย 50 ปีรายนี้จะพาช้างศึก ประสบความสำเร็จได้แบบการคุมทีมระดับสโมสรได้หรือเปล่า??