Fact หลังเกม : 5 จุดที่ต้องพูดถึงเกม เซราะกราว บุกยำ กิเลน 3-0

2 months ago
5,833 reads • 1,275 shares
Fact หลังเกม : 5 จุดที่ต้องพูดถึงเกม เซราะกราว บุกยำ กิเลน 3-0
โดย:

5 เรื่องที่ต้องพูดถึงเกมที่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บุกถล่ม เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 3-0 ในนัดที่ 30 ศึกไทยลีก 2018

จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับคู่ซูเปอร์บิ๊กแมตช์ไทยลีก 2018 ที่ เอสซีจี สเตเดี้ยม

ต้องยอมรับเลยว่าผลการแข่งขันค่อนข้างขาดลอยไปเหมือนกันเมื่อ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บุกถล่ม เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด มากถึง 3-0

นั่นทำให้ ทัพปราสาทสายฟ้า ขออีกเพียง 3 คะแนนกับ 4 เกมที่เหลือก็จะคว้าแชมป์สมัยที่ 6 มาครองได้ทันที และนี่คือ 5 ประเด็นที่ต้องพูดถึงหลังเกม กิเลนผยอง พังคาถิ่นเมื่อคืนที่ผ่านมา!!

 

กรกช-ยู ตัวแสบกิเลน

ต้องยอมรับเลยว่าปีนี้ กรกช วิริยอุมศิริ และ ยู จุน-ซู คือสองทีเด็ดในเกมพบกับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด อย่างแท้จริง

หลัง “เจ้ามิงค์” เป็นคนซัดประตูเปิด และ ดาวเตะเกาหลีใต้ก็ลงมาช่วงท้ายเกมพร้อมกับซัดประตูปิดเกมเมื่อคืนที่ผ่านมา

แต่หากใครจำกันได้ดีในเลกแรกที่ ทัพปราสาทสายฟ้า เปิดบ้านอัดมา 4-0 ยู จุน-ซู นี่แหละเป็นคนรยิงประตูขึ้นนำ และก็เป็น กรกช อีกนั่นแหละที่ยิงประตูปิดท้าย

และหากจะบอกว่าปีนี้เขาสองคนคือตัวแสบของ กิเลนผยอง มากซะยิ่งกว่า ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ก็คงไม่แปลกนัก

 

เจ้าพีแกร่งจริง

ศศลักษณ์ ไหประโคน โชคร้ายได้รับบาดเจ็บจากจังหวะปะทะกับเพื่อนร่วมทีมเก่าอย่าง ชาช่า จนถึงขั้นหัวแตกตั้งแต่นาทีที่ 9 ของเกม

แต่ใครจะไปคิดว่าแผลบนหัวเขานั้นไม่ได้ส่งผลต่อการเล่นเลย เมื่อ “เจ้าพี” ยังรักษาฟอร์มเทพได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งเกมรุก และเกมรับ

โดยเฉพาะจังหวะลากเลื้อย และครองบอลทำเกมรุกก็มีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง อย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นซะอย่างงั้น

 

กิเลนเปลี่ยนหลังมีปัญหา

เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด มีปัญหาแนวรับตั้งแต่กลางครึ่งแรกเมื่อ นาอาโอกิ อาโอนามะ ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม หลังปะทะกับ วัฒนา พลายนุ่ม ก่อนจะฝืนเล่นต่อไม่ไหว

ทำให้ ราโดวาน เคอร์ซิซ ตัดสินใจเปลี่ยนระบบใหม่ดัน อีโฮ ไปเล่นกลางรับ และถอย วัฒนา ลงมาเป็นเซนเตอร์คู่กับ อดิศร พรมรักษ์ แทน

และมันก็เกิดปัญหาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อ “เจ้าไมค์” ก็ไม่ใช่เซนเตอร์อาชีพ แถมแทบจะไม่เคยมาจับคู่กับ “เจ้าเก่ง” อีกต่างหากจึงทำให้โดนเจาะตรงคู่หลังบ่อย

โดยเฉพาะ 2 ประตูหลังนี่ชัดเลยตั้งแต่การแทงตัดหลังคู่เซนเตอร์ของ จักรพันธ์ แก้วพรม จน ออสวัลโด้ หลุดเดี่ยวไปซัดนิ่มๆ

รวมทั้งประตูปิดกล่องที่ กรกช วิริยอุดมศิริ เปิดข้าม อดิศร มาให้ ยู จุน-ซู โขกตัดหน้า วัฒนา เข้าไปอย่างง่ายดายนั่นเอง

 

เฮแบร์ตี้บอดโทษ

ช่วงท้ายเกมในขณะที่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กำลังนำอยู่ 2-0 เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ก็มีลุ้นตีตื้นในช่วงนาทีสุดท้ายจากลูกจุดโทษ

แต่แล้ว เฮแบร์ตี้ แฟร์นันเดส ก็ยิงไปติดเซฟ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เต็มๆ ทำให้เขาไม่สามารถทำประตูที่ 100 บนเวลทีไทยลีกได้สักที

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากลูกนี้เข้าไปสกอร์ก็จะขยับไปเป็น 1-2 พร้อมกับช่วงทดเวลาบาดเจ็บอีก 5 นาที

ไม่แน่เหมือนกันว่า กิเลนผยอง อาจมีแรงฮึดเพื่อเอา 1 คะแนนให้ได้และที่สำคัญผลการแข่งขันคงจะไม่ได้จบลงที่สกอร์ 0-3 อย่างแน่นอน

 

ปีนี้กิเลนเละสุด

หากนับเฉพาะบอลลีกที่ลงเล่นใน เอสซีจี สเตเดี้ยม อย่างเดียว เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ไม่เคยแพ้ให้กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ด้วยช่องว่างที่เกิน 1 ประตูเลย

ทำให้เกมเมื่อคืนที่ผ่านมาเป็นสถิติใหม่ที่ กิเลนผยอง แพ้ให้กับ เซราะกราว ขาดลอยที่สุดตั้งแต่เคยพบกันมา

นอกจากนี้หากนับรวมสกอร์เหย้า-เยือน นี่ก็เป็นปีแรกเช่นกันที่การพบกันของทั้งสองทีมขาดลอยถึง 7-0

ก่อนหน้านี้ครั้งที่ขาดลอยที่สุดคือปี 2016 ที่ เมืองทอง ชนะทั้งเหย้าเยือนสกอร์รวม 6-2

 

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขานี่แหละคือทีมที่ดีที่สุดของ ไทยลีก 2018 ด้วยตารางคะแนนตอนนี้พวกเขาขออีกแค่ 3 คแนนจาก 4 เกมสุดท้ายก็จะการันตีคว้าแชมป์ทันที

ส่วน เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ก็ต้องยอมรับว่าปีนี้พวกเขามีอะไรหลายๆ อย่างที่ต้องแก้ไขจริงๆ

สุดท้ายไม่ว่าทั้งสองทีมนี้จะอยู่อันดับไหนของตาราง แต่การพบกันทุกครั้งมันดุเดือด และมีศักดิ์ศรีเป็นเดิมพัน เพราะนี่แหละคือสองทีมที่ดีที่สุดในไทยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา!!