เซราะกราวลุ้นเฮ!! 5 ปัจจัยชี้ชัด บุรีรัมย์ น่าบุกซัด เมืองทอง

2 months ago
630 reads • 273 shares
เซราะกราวลุ้นเฮ!! 5 ปัจจัยชี้ชัด บุรีรัมย์ น่าบุกซัด เมืองทอง
โดย:

5 ปัจจัยชี้ชัด บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีโอกาสบุกชนะ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

ศึกไทยลีก 2018 สุดสัปดาห์นี้คงไม่มีคู่ไหนใหญ่ไปกว่า เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่จะเปิดบ้านพบ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

แม้ปีนี้ทั้งสองทีมจะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์แย่งแชมป์กันเหมือนทุกๆ ปี แต่ขึ้นชื่อว่าซูเปอร์บิ๊กแมตช์อย่างงี้รับรองใส่กันยับ และนี่คือ 5 ปัจจัยชี้ชัด ทัพปราสาทสายฟ้า น่าบุกอัด กิเลนผยอง ถึงถิ่น!!

 

2 ปีหลังเป็นของเซราะกราว

จากสถิติการพบกันรวมทุกรายการของทั้งคู่เป็น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ทำได้ดีกว่าชนะไปถึง 13 ครั้ง เสมอ 10 ครั้ง และ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ชนะไปเพียง 4 ครั้งเท่านั้น

โดยทั้ง 4 ครั้งของ กิเลนผยอง เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ซุปตาร์ล้นทีมในช่วงปี 2016-17 ที่ผ่านมานี้เอง

ที่น่าสนใจคือหากนับเฉพาะบอลลีก ทัพปราสาทสายฟ้า ไม่แพ้มา 2 ซีซั่นเข้าไปแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน เมืองทอง ก็ยังไม่แพ้คา เอสซีจี สเตเดี้ยมมานานถึง 3 ปีรวม 4 นัดแล้วกด้วย

แม้ทฟอร์มของทั้งสองทีมปีนี้จะค่อนข้างต่างกันมาก แต่ด้วยเกมระดับโคตรบิ๊กแมตช์แล้วไม่มีใครยอมใครแน่

 

ปีนี้ ดิโอโก้ เด็ดกว่า เฮแบร์ตี้

เป็นอีกปีที่ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต เค้นฟอร์มเทพออกมาได้ตั้งแต่ต้นซีซั่น ยาวมาจนถึงปัจจุบัน ถึงตอนนี้เขาซัดไปแล้ว 29 ประตูกับอีก 8 แอสซิสต์ ถือเป็นนักเตะที่มีส่วนร่วมกับประตูมากที่สุดในลีกเลย

โดยเฉพาะปีนี้ดาวยิงบราซิเลี่ยนเพิ่งทำลายสถิติยิงติดต่อกันนานสุดตลอดกาล 10 นัดด้วย แถมช่วงหลังก็เพิ่งจะซัดมา 7 เกมติดต่อกัน และเพิ่งหยุดยิงเอานัดล่าสุดนี้เอง

แม้ เฮแบร์ตี้ แฟร์นันเดส จะมีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมเหมือนกันหลังซัดไปถึง 22 ประตูกับอีก 10 แอสซิสต์ แต่เขาก็มีจังหวะหยุดยิงติดต่อกันให้เห็นเหมือนกัน

ทำให้ต้องยอมรับเลยว่าภาพรวมทั้งฤดูกาลตอนนี้ ดิโอโก้ ยังเหนือกว่าจริงๆ

 

แนวรับกิเลนเสียมากสุดตั้งแต่ไทยลีก

ทำเอาแฟนบอลเซ็งกันเป็นแถวกับภาพรวมของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ซีซั่นนี้ที่หมดสิทธิ์ลุ้นทุกแชมป์เป็นที่เรียบร้อย

แถมยังมีสถิติเกิดใหม่ที่ไม่น่าจดจำอีกด้วย นั่นคือปีนี้เป็นปีที่พวกเขาเสียประตูสูงสุดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสโมสรมา (นับเฉพาะบอลลีก)

ก่อนหน้านี้ปี 2013 คือซีซั่นที่พวกเขาเสียเยอะสุด 36 ประตู แต่กลายเป็นว่าฤดูกาลนี้เพิ่งจะเตะไปแค่ 29 นัดก็โดนเจาะตาข่ายไปแล้ว 41 ลูก

มันยิ่งแสดงให้เห็นว่าปีนี้เกมรับของ กิเลนผยอง มีปัญหาสุดๆ และยิ่งมาเจอกับทีมที่มีเกมรุกดุดันที่สุดของปีนี้อีก บอกเลยงานหินมาก

 

เป้าหมายที่ต่างกัน

ด้วยอันดับตารางคะแนนตอนนี้ทำให้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ต่างมีเป้าหมายที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

สำหรับ ทัพปราสาทสายฟ้า พวกเขาต้องการอีกเพียง 6 คะแนนจาก 4 เกมที่เหลือเพื่อคว้าแชมป์ก่อนจบซีซั่น 2 นัด และฉลองแชมป์สมัยที่ 6 ในบ้านตัวเองทันที

หรือไม่หาก บุรีรัมย์ เก็บชัยได้ และ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด เกิดพลาดท่าแพ้ ชลบุรี เอฟซี ก็จะทำให้พวกเขาคว้าแชมป์ด้วยเหมือนกัน

ด้าน กิเลนผยอง ก็ต้องการสามแต้มต่อไปเรื่อยๆ ในการรักษาอันดับสามของตารางให้ได้ และลุ้นให้ เซราะกราว คว้าแชมป์ช้าง เอฟเอ คัพ เพื่อโอกาสในการลุย ACL รอบเพลย์ออฟปีหน้า

 

เซราะกราวมีทีเด็ดเพียบ

เอาเข้าจริงหากวัดกันที่ชื่อชั้นของ 11 ตัวจริงแล้วก็คงไม่ได้ต่างกันมากนักโดยเฉพาะเกมรุกที่ เมืองทอง นำมาโดย เฮแบร์ตี้, ทริสตอง โด รวมทั้งเด็กเก่าทีมเยือนอย่าง ชาช่า และ ชาริล ชัปปุยส์

ส่วน บุรีรัมย์ ก็นำมาโดยยอดดาวยิงอย่าง ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต, ออสวัลโด้ และ สุภโชค สารชาติ

แต่เมื่อลองไปดูถึงตัวเปลี่ยนเกมแล้ว กิเลนผยอง มีตัวเลือกที่พอทดแทนกันได้น้อยเหลือเกิน เพราะส่วนมากก็จะเป็นดาวรุ่ง

และนักเตะลูกหม้อของทีมซะเยอะ ส่วนแข้งที่เพิ่งหายเจ็บมาอย่าง อดิศักดิ์ ไกรษร ฟอร์มเดิมก็ยังไม่กลับคืนมาด้วย

ย้อนกลับไปที่ ทัพปราสาทสายฟ้า พวกเขามีทั้ง ศุภชัย ใจเด็ด, ศศลักษณ์ ไหประโคน, ปาตินโญ่ และอีกหลายคนให้เลือกใช้

แถมยังมีการปรับแท็กติค ระบบการเล่นได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย นี่จึงน่าจะเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ทำให้ บุรีรัมย์ ดูได้เปรียบกว่าเหมือนกัน

 

ด้วยปัจจัยอะไรหลายๆ อย่างทำให้เกมนี้เป็น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ดูจะได้เปรียบ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด อยู่พอสมควร

แต่ต้องยอมรับว่านี่คือเกมที่ใหญ่ และแฟนบอลตั้งตารอชมมากที่สุดในซีซั่น ดังนั้นไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ความมันส์จะต้องทะลักออกมาล้นจอแน่นอน!!