Fact หลังเกม : 5 จุดที่ต้องพูดถึงเกม ท่าเรือ ไล่ตีเจ๊า บุรีรัมย์ สุดมันส์ 2-2

11 months ago
7,603 reads • 1,784 shares
Fact หลังเกม : 5 จุดที่ต้องพูดถึงเกม ท่าเรือ ไล่ตีเจ๊า บุรีรัมย์ สุดมันส์ 2-2
โดย:

5 เรื่องที่ต้องพูดถึงหลังเกม การท่าเรือ เอฟซี เปิดบ้านเสมอ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 2-2 ในเกมไทยลีก 2018

ต้องบอกเลยว่าสุดมันส์เหลือเกินสำหรับบิ๊กแมตช์ของศึกไทยลีก 2018 เมื่อคืนที่ผ่านมา ที่ การท่าเรือ เอฟซี พลิกนรกไล่ตามตีเสมอ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 2-2 ทั้งๆ ที่ตามหลังก่อนสองเม็ดในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกแท้ๆ

ยิ่งกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา สิงห์เจ้าท่า ก็เพิ่งพังคาบ้านมาด้วย คงไม่มีใครคิดว่านัดนี้พวกเขาจะมีแต้มได้

และนี่คือ 5 ประเด็นสำคัญที่ต้องพูดถึงหลังเกมที่สนามแพท สเตเดี้ยม!!

 

ท่าเรือโดนรัวอีกแล้ว

หากใครได้ดูเกมนัดนี้ในช่วงครึ่งชั่วโมงแรก เรียกได้ว่าเหมือนภาพย้อนในเกมเมื่อกลางสัปดาห์ชัดๆ

หลัง การท่าเรือ คุมจังหวะของเกมได้ดีเหลือเกินในช่วงแรก ก่อนจะโดน บุรีรัมย์ ออกนำ 1-0 ในนาที 26 และจะขยับหนีเป็น 2-0 ภายในเวลาห่างกันไม่ถึง 5 นาที

โดยนับตั้งแต่เสียประตู สิงห์เจ้าท่า ดูจะสมาธิหาย และช็อตไปแบบดื้อๆ เหมือนกันกว่าจะกลับมาครองเกมได้เหมือนเดิม

จุดนี่สำคัญมากทีเดียวเพราะต้องยอมรับเลยว่า การโดนยิงติดๆ กันแบบนี้ นอกจากจะทำให้สถานการณ์ของทีมลำบากแล้ว จิตใจของแต่ละคนในทีมก็แย่ลงไปเหมือนกัน

เกมนี้ถือว่ายังโชคดีที่ ท่าเรือ ได้ประตูตีไข่แตกเร็ว แต่ในอนาคตหากพวกเขาต้องการขึ้นมาลุ้นแชมป์เต็มตัว “เซอร์เด็จ” ต้องรีบแก้ไขด่วน

 

ทีเด็ดแข้งดาวรุ่ง!!

การขาดหายไปของ เซร์คิโอ ซัวเรซ ทำให้แฟนบอล การท่าเรือ คงเซ็งกันเป็นแถวทำให้เกมนี้ เซอร์เด็จ ตัดสินใจปรับมายืนหลัง 4 คน

และใช้ อนนท์ สมากร มายืนเป็นมิดฟิลด์ตรงกลางที่คอยตัดเกมช่วยกับ คิม ซุง-ฮวาน และเลือกใช้ บดินทร์ ผาลา ไปประจำการริมเส้นฝั่งซ้าย

คอยประสานงานกับ เควิน ดีรมรัมย์ ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าได้ผลดีเหลือเกิน ฉีกฝั่งขวาของ ทัพปราสาทสายฟ้า ซะแทบไม่ได้เติมเกมรุกเลย

จนนำมาซึ่งประตูตีเสมอที่เขาเปิดใส่หัวของ คิม โขกเข้าไปในช่วงครึ่งหลัง โดยเฉพาะฟอร์มของ อนนท์ ที่คอยเก็บกวาดจัดการแนวรุกว่าที่แชมป์ไทยลีกซะอยู่หมัด

แถมมีจังหวะพริ้วหนีแนวรับ บุรีรัมย์ ไปยิงอีกต่างหากในช่วงต้นเกม ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมเกินกว่าเด็กอายุ 20 ปีไปแล้ว

 

บุรีรัมย์เด็ดขาดกว่า

นับตั้งแต่กรรมการเป่านกหวีดเริ่มเกมเป็น การท่าเรือ ที่คุมเกมรุกได้ดีกว่าอย่างชัดเจน และมีโอกาสจบสกอร์หลายครั้งเหลือเกิน

แต่แล้วพวกเขาก็ไม่สามารถเจาะประตูได้สักที ต่างจาก บุรีรัมย์ ที่เปรี้ยงแรกจะแจ้งก็เป็นสกอร์ทันที ก่อนจะมาบวกอีกประตูในโอกาสต่อมาเลย

โดยเฉพาะ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ที่ยังร้ายกาจเหลือเกินซัดสองประตูอย่างเฉียบขาด แถมเกือบซัดแฮตทริกฮีโร่ในช่วงนาทีสุดท้ายที่กดฟรีคิกชนเสาเต็มๆ

และหากนับโอกาสจบสกอร์จริงๆ นัดนี้ การท่าเรือ ดูจะมีมากกว่าเหลือเกิน แต่นั่นแหละความเฉียบขาดนี่แหละที่ทำให้ ทัพปราสาทสายฟ้า กลายเป็นทีมเบอร์หนึ่งของไทยมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

 

จาก 3-1 เป็น 2-2

ประตูของ ปกรณ์ เปรมภักดิ์ ในช่วงท้ายครึ่งแรกทำให้การเริ่มครึ่งหลังด้วยสกอร์ 1-2 โอกาสเปิดกว้างสำหรับทั้งสองทีมเหลือเกิน

โดยจุดเปลี่ยนสำคัญของเกมนี้อยู่ที่จังหวะแรกของครึ่งหลังเมื่อ ยู จุน-ซู ได้ซัดโล่งๆ คนเดียวด้วยขวาข้างถนัดซึ่งน่าจะเป็นประตู 3-1 เหลือเกิน .

และหากเป็นเช่นนั้นโอกาสคว้าสามแต้มของ เซราะกราว มากทีเดียว แต่แล้วเมื่อทำไม่ได้ก็โดน การท่าเรือ ไล่ตามตีเสมอทันที

แถมหลังจากนั้นก็เป็น สิงห์เจ้าท่า ที่ครองเกมบุกได้ดีน่าได้ประตูแซงออกนำเหลือเกินแต่น่าเสียดายที่พวกเขาทำไม่ได้ ทำให้ การท่าเรือ ยังคงไร้ชัยเหนือ บุรีรัมย์ต่อไปอีกปีนับตั้งแต่ 2014

 

เซราะกราวเปลี่ยนตัวพลาด

การจัดตัวผู้เล่นชุดแรกของ บุรีรัมย์ ต้องยอมรับเลยว่ายอดเยี่ยม และทำผลงานกันได้ดีเหลือเกิน แม้จะโดนตีไข่แตกท้ายครึ่งแรกก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากนัก

แต่แล้วก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อ โบซิดาร์ บันโดวิช ตัดสินใจส่ง สุเชาว์ นุชนุ่ม ลงแทน ศุภชัย ใจเด็ด ที่กำลังฟอร์มยอดเยี่ยมซะอย่างงั้น

และแน่นอนว่าด้วยวัย 35 ปีแล้วความฟิต และอะไรหลายอย่างก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว แถมให้ “กัปตันกบ” ไปยืนวิงแบ็กขวาที่ต้องขึ้นสุด ลงสุดบ่อยๆ อีกด้วย

ทำให้กลายเป็นจุดที่โดน การท่าเรือ เจาะอยู่บ่อยทีเดียว และถือว่าไม่ได้ลงมาเปลี่ยนเกมได้อีกต่างหาก

บางทีการใช้ สุเชาว์ ตอนนี้ให้เกิดประโยชน์ที่สุดน่าจะเป็นช่วงท้ายเกม หรือเพื่อแท็คติกอะไรสักอย่างมากกว่าแบบนี้เหมือนกัน

 

 

เอาเข้าจริงเกมนี้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด น่าจะคว้าสามแต้มได้ไม่ยากนัก แต่จากจุดเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่าทำให้ การท่าเรือ เอฟซี ตามมาแบ่งแต้มได้ในที่สุด

ยังโชคดีที่ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ก็พลาดท่าเสมอเหมือนกันทำให้ยังมีระยะห่าง 9 แต้มเท่าเดิม

และบทสรุปของ ไทยลีก 2018 จะเป็นอย่างไร เชื่อเถอะว่าอีกไม่นานเกินรอ!!