ตราไก่ใสกว่า!! 5 เหตุผล คืนนี้ ฝรั่งเศส จะล้ม โครเอเชีย คว้าแชมป์โลก

10 months ago
2,681 reads • 1,350 shares
ตราไก่ใสกว่า!! 5 เหตุผล คืนนี้ ฝรั่งเศส จะล้ม โครเอเชีย คว้าแชมป์โลก
โดย:

5 เหตุผลที่ทำให้ ฝรั่งเศส มีโอกาสเป็นแชมป์มากกว่า โครเอเชีย มากทีเดียว

คืนนี้แล้ว ที่เราจะได้รู้ว่าระหว่าง ฝรั่งเศส หรือ โครเอเชีย ทีมใดจะเป็นแชมป์ ฟุตบอลโลก 2018 หลังจากที่ทัวร์นาเมนต์ฟาดแข้งกันมาอย่างดุเดือดตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา

ฝรั่งเศส ถูกยกให้เป็นต่อ เนื่องจากขุมกำลัง และชื่อชั้นที่เหนือกว่า แถมยังมีประสบการณ์เป็นแชมป์โลกมาแล้วเมื่อปี 1998 ขณะที่ โครเอเชีย เพิ่งผ่านเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งแรก

และด้วย 5 เหตุผลต่อไปนี้ คงเพียงพอที่จะยืนยันว่าทำไมทีมตราไก่ถึงเป็นต่อ และมีโอกาสสูงที่จะได้แชมป์สมัยที่ 2 ในคืนนี้!!

 

1. ตราไก่ไม่เคยแพ้โครแอต

จากสถิติที่ ฟีฟ่า บันทึกไว้ คู่นี้เคยพบกันมาทั้งหมด 5 ครั้ง โดย ฝรั่งเศส ไม่เคยแพ้ โครเอเชีย เลย (ชนะ 3 เสมอ 2)

และหากนับเฉพาะการเจอกันในฟุตบอลโลก ทั้งสองทีมเคยพบกันมาเพียงหนเดียว คือรอบรองชนะเลิศ ปี 1998 ซึ่ง ฝรั่งเศส ชนะ 2-1 จาก 2 ประตูของ ลิลิยอง ตูราม

 

2. ฝรั่งเศสไม่เคยแพ้ใน 90 นาทีของเกมนัดชิง

ฝรั่งเศส มีสถิติที่สุดยอดในการลงเล่นนัดชิงชนะเลิศรายการใหญ่ เพราะไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอลโลก, ยูโร หรือ คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ ไม่เคยมีทีมใดเลย ที่จะเอาชนะพวกเขาได้ในเวลาปกติ

นี่จะเป็นการลงเล่นนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่ 3 สำหรับ ฝรั่งเศส โดยก่อนหน้านี้ ทีมตราไก่ถล่ม บราซิล 3-0 คว้าแชมป์ได้ในปี 1998 ก่อนจะแพ้ให้กับ อิตาลี ในช่วงดวลจุดโทษของนัดชิงชนะเลิศปี 2006

ส่วนในศึก ยูโร ทีมตราไก่ผ่านเข้าชิงได้ 3 ครั้ง เป็นแชมป์ 2 ครั้งในปี 1984 และ 2000 ส่วนในศึก ยูโร 2016 ที่พวกเขาพลาดท่าแพ้นัดชิงคาบ้านตัวเองให้กับ โปรตุเกส ก็เพราะเสียประตูเดียวให้กับ เอแดร์ ในช่วงท้ายของการต่อเวลาพิเศษ

สำหรับรายการย่อยลงมาอย่าง คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ พลพรรค "เลส์ เบลอส์" เข้าชิงมาแล้ว 2 ครั้งในปี 2001 และ 2003 โดยไม่พลาดถ้วยแชมป์ทั้ง 2 ครั้ง

ขณะที่ โครเอเชีย ไม่เคยมีประสบการณ์ลงแข่งนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ใหญ่มาก่อนเลย...

3. โครเอเชีย ล้ากว่า อาจเร่งไม่ขึ้น

ฝรั่งเศส โชว์ฟอร์มสุดยอดตลอด 3 เกมที่ผ่านมาของรอบน็อกเอาต์ พวกเขาเอาชนะอดีตแชมป์โลกอย่าง อาร์เจนตินา 4-3 ตามด้วย อุรุกวัย 2-0 อย่างสวยงาม

ก่อนจะใช้วิธีเน้นเกมรับ แล้วอัดหนึ่งในทีมเต็งอย่าง เบลเยียม 1-0 จนผ่านมาถึงนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งชัยชนะทั้ง 3 เกมที่ว่า ล้วนจบลงใน 90 นาที ไม่มีการต่อเวลาให้ยืดเยื้อ

แต่ทางฝั่ง โครเอเชีย กลับผ่านแต่ละรอบมาอย่างทุลักทุเล ทั้งที่ทำผลงานชนะ 3 นัดรวดในรอบแบ่งกลุ่ม



ทีมตาหมากรุก ตกเป็นฝ่ายตามหลังคู่แข่งก่อนทั้ง 3 นัดที่ผ่านมา โดยต้องเหนื่อยจนถึงช่วงดวลจุดโทษในวันที่พบกับ เดนมาร์ก และ รัสเซีย ก่อนจะแซงชนะ อังกฤษ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษของรอบรองฯ

สภาพร่างกายของโครแอต ณ ตอนนี้ ไม่ได้สมบูรณ์มากนัก ดานิเยล ซูบาซิช เพิ่งจะลงไปเฝ้าเสาพบ อังกฤษ แบบไม่ฟิต 100% ส่วน มาริโอ มานด์ซูคิช ก็ต้องเดินกะเผลกออกจากสนาม

เท่านั้นไม่พอ นัดนี้กุนซือ ซลัตโก้ ดาลิช ยังต้องรอเช็คว่าแบ็กซ้ายอย่าง อิวาน สตรินิช จะฟิตสมบูรณ์หรือไม่อีกต่างหาก!!

 

4. ทีเด็ดลูกนิ่งของ "กรีซมันน์"


อ็องตวน กรีซมันน์ โชว์ความเป็นมือฉมังเรื่องลูกนิ่งใน ฟุตบอลโลก 2018 เพราะเกมน็อกเอาต์ 2 รอบที่ผ่านมา เขาเปิดฟรีคิกให้ ราฟาแอล วาราน โขกขึ้นนำ อุรุกวัย ก่อนจะเปิดลูกเตะมุมให้ ซามูแอล อุมติตี้ โขกดับ เบลเยียม อีก

เท่านั้นไม่พอ กรีซมันน์ ยังซัดจุดโทษไม่พลาด จากโอกาสทั้ง 2 ลูก ที่ได้ซัดในทัวร์นาเมนต์นี้อีกต่างหาก

สถิติหลังจากจบรอบรองชนะเลิศระบุว่า โครเอเชีย คือทีมที่ทำฟาวล์คู่แข่งมากที่สุดในบอลโลกปีนี้ (87 ครั้ง) และเสียประตูจากจังหวะเซตพีซมากเป็นอันดับ 2 (3 ลูก) น้อยกว่า ญี่ปุ่น ที่เสีย 4 ลูก เพียงทีมเดียว

3 ประตูที่ว่า มาจากการป้องกันลูกทุ่มที่ผิดพลาดในนัดพบ เดนมาร์ก ก่อนจะโดนลูกโขกฟรีคิกนัดพบ รัสเซีย และเพิ่งโดน คีแรน ทริปเปียร์ ปั่นเข้าไปโดยตรงในเกมพบ อังกฤษ

แถมทีมตาหมากรุกยังเสียจุดโทษอีก 1 ครั้งในเกมพบ ไอซ์แลนด์ ในรอบแบ่งกลุ่ม นั่นหมายความว่า 4 นัดที่ผ่านมา ทีมตาหมากรุกจัดระเบียบเกมรับในกรอบเขตโทษได้ไม่ดีเอาซะเลย


ยิ่งทีมตราไก่มีตัวเรียกฟาวล์ชั้นดีอย่าง คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ด้วยแล้ว เชื่อว่า โครเอเชีย จะต้องเหนื่อยกับการรับมือลูกตั้งเตะไม่น้อยแน่


5. "ก็องเต้" พร้อมปะทะ "โมดริช"

ไม่มีใครปฏิเสธว่า ลูก้า โมดริช คือกองกลางที่ดีที่สุดของศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ จากผลงานที่วิ่งพล่านขับเคลื่อนเกมให้ทีมตาหมากรุก สร้างประวัติศาสตร์ มาไกลถึงนัดชิงได้เป็นครั้งแรก

แต่ดูเหมือนว่าดาวเตะจาก เรอัล มาดริด จะยังไม่เจอกับคู่ต่อกรในแดนกลางที่สมน้ำสมเนื้อสักเท่าไร เพราะตลอด 6 นัดที่ผ่านมา โมดริช แทบไม่ต้องดวลกับกองกลางฝั่งตรงข้ามที่ชื่อชั้นระดับโลกเลย

คู่ต่อสู้ที่ โมดริช จะต้องเจอในคืนนี้ คือ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ซึ่งได้รับคำชมไม่แพ้กัน ว่าเป็นอีกหนึ่งมิดฟิลด์ที่เจ๋งที่สุดในเวิลด์คัพฉบับรัสเซีย 

ตัวตัดเกมทีมชาติฝรั่งเศส สามารถตัดบอลมากเป็นอันดับ 2 ของทัวร์นาเมนต์ เมื่อทำได้ถึง 19 ครั้ง และยังทำสถิติเข้าปะทะสำเร็จอีก 14 ครั้ง ซึ่ง เควิน เดอ บรอยน์ เจอด่านหินจากเขา จนปั้นเกมได้ไม่ถนัดมาแล้วในรอบรองชนะเลิศ

ถ้าหาก ฝรั่งเศส สามารถลดประสิทธิภาพของ โมดริช ลงไปได้ โอกาสชนะก็จะยิ่งสูงขึ้นมากทีเดียว

 

อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่าเป็นเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก มักเป็นเกมที่สู้กันอย่างสูสี และระมัดระวังตัวกันสุดๆ แน่ โดยรอบชิง 3 ครั้งหลังสุด ล้วนต้องยืดเยื้อถึงช่วงต่อเวลาพิเศษด้วย

ซึ่งถ้าเกิดคืนนี้ เกมยื้อถึงช่วงต่อเวลาอีก ก็น่าจับตาดูอีกว่า โครเอเชีย จะยังได้เฮจนสร้างเซอร์ไพรส์ได้หรือไม่!!