Fact หลังเกม : 5 จุดตัดสินเกม พาตราไก่อัดฟ้าขาวตกรอบ 4-3

1 year ago
2,792 reads • 1,923 shares
Fact หลังเกม : 5 จุดตัดสินเกม พาตราไก่อัดฟ้าขาวตกรอบ 4-3
โดย:

5 จุดตัดสินผลการแข่งขัน เกมบิ๊กแมตช์ ฟุตบอลโลก 2018 ที่ฝรั่งเศส ชนะ อาร์เจนตินา 4-3

แค่คู่แรกของรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2018 ก็สนุกสุดมันส์กันสมราคาเกมบิ๊กแมตช์ เมื่อ ฝรั่งเศส เอาชนะ อาร์เจนตินา 4-3

โดยสถานการณ์ของเกมนี้พลิกไปพลิกมา ฝรั่งเศส ขึ้นนำอย่างรวดเร็วจาก อ็องตวน กรีซมันน์ ก่อนที่ทีมฟ้าขาวจะยิงแซง 2 ลูก จนพลิกกลับมานำในช่วงต้นครึ่งหลัง 2-1

ทว่าทีมตราไก่งัดก๊อกสอง ยิงรัว 3 ลูกจนแซงนำห่าง แม้ว่า เซร์คิโอ อเกวโร่ จะโขกตีตื้นขึ้นมาในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แต่ก็ไม่อาจช่วยให้ อาร์เจนตินา รอดพ้นชะตากรรมตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปได้

หลังจากบิ๊กแมตช์ที่ คาซาน อารีน่า จบไปเมื่อคืนนี้ เราวิเคราะห์ได้ว่านี่คือ 5 จุดสำคัญ ที่เป็นตัวตัดสินผลการแข่งขันให้ ฝรั่งเศส คือฝ่ายเข้ารอบ

 

1. การจัดทีมแบบ "ฆ่าตัวตาย" ของซามเปาลี

ฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือของ อาร์เจนตินา คือเฮดโค้ชที่ถูกแฟนบอลวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการจัดตัวผู้เล่นมากที่สุดในศึกฟุตบอลโลกปีนี้

ยังไม่มีใครเข้าใจว่า นักเตะที่ไม่ได้เล่นในยุโรป และไม่ได้ลงสนามในศึกคัดบอลโลกแม้แต่นัดเดียวอย่าง มักซิมิเลียโน่ เมซ่า หรือ คริสเตียน ปาวอน มีดีกว่าสตาร์อย่าง เซร์คิโอ อเกวโร่, กอนซาโล่ อิกวาอิน และ เปาโล ดีบาล่า ตรงไหน?

ยังไม่นับรวมกับการจัดนักเตะที่ร่างกายแทบหมดสภาพอย่าง ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ กับ เอ็นโซ่ เปเรซ ลงตัวจริง ไปสู้กับคู่แข่งที่มีมิดฟิลด์อย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กับ ปอล ป็อกบา อยู่กลางสนาม



กองกลางที่เคลื่อนที่กันเชื่องช้าของ อาร์เจนตินา กลายเป็นบ่อน้ำมันให้ ฝรั่งเศส ใช้การโจมตีด้วยการสาดขึ้นหน้าไปยังพื้นที่ว่างให้นักเตะความเร็วจัดทั้ง คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ และ อ็องตวน กรีซมันน์ สร้างจังหวะอันตราย รวมถึงทำให้ ปอล ป็อกบา เล่นได้แบบมีอิสระตรงกลางสนาม

ฝรั่งเศส สามารถเล่นด้วยแท็กติก "โจมตีแบบลอบฆ่า" ได้เพราะพื้นที่ว่างที่ทีมฟ้าขาวเปิดให้ จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมสถิติการผ่านบอลของทีมตราไก่ถึงน้อยกว่า (352 ต่อ 548)

นอกจากการจัดตัวแล้ว การตัดสินใจแก้เกมของ ซามเปาลี ยังย่ำแย่ ในช่วงที่ทีมต้องการประตู เขาไม่ส่งดาวยิงอย่าง กอนซาโล่ อิกวาอิน หรือ เปาโล ดีบาล่า ลงไป แต่กลับส่งนักเตะไร้ประโยชน์อย่าง มักซิมิเลียโน่ เมซ่า ลงสนาม แม้จะทำถูกต้องที่เปลี่ยนปีกที่เล่นไม่ออกอย่าง คริสเตียน ปาวอน ออกมาแล้วก็ตาม

สุดท้ายนอกจาก เมซ่า จะไม่ช่วยอะไรให้ชาติแล้ว ยังเป็นคนพลาดโอกาสทองในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ด้วยการยิงจ่อๆ หน้าประตูหลุดกรอบไปซะอีก 


2. ประตูของ "ปาวาร์" มาถูกเวลา

ลูกยิงสุดสวยของ อังเคล ดิ มาเรีย ก่อนหมดครึ่งแรก และประตูแบบโชคช่วยที่ กาเบรียล เมร์กาโด้ เปลี่ยนทางลูกยิงของ ลิโอเนล เมสซี่ เข้าประตู น่าจะทำให้โมเมนตัมของเกมเปลี่ยนไปเป็นของ อาร์เจนตินา ได้ตั้งแต่ช่วงต้นครึ่งหลัง เมื่อทีมฟ้าขาวพลิกมาแซงนำ 2-1

แต่ ฝรั่งเศส ปล่อยให้ตัวเองตกเป็นฝ่ายโดนนำแค่ไม่ถึง 10 นาที ก็ตีเสมอได้จากลูกตะบันติดไซด์ก้อยสุดสวยของ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ แบ็กขวาที่ค้าแข้งกับ สตุ๊ตการ์ท ในเยอรมนี

ซึ่งถ้าหากทีมตราไก่ไม่อาจตีเสมอได้จากจังหวะนั้น แล้ว อาร์เจนตินา ยังตรึงสกอร์นำไว้จนผ่านหนึ่งชั่วโมงของเกม ทีมฟ้าขาวอาจเปลี่ยนแท็กติกไปเน้นความรัดกุมกว่าเดิม และอาจไม่เปิดพื้นที่ว่างจนเสียเพิ่มอีก 2 ประตูง่ายๆ ก็เป็นได้

 

3. ฟ้าขาวโดน 4 เหลืองเร็วไป

เพียงแค่ไม่ถึง 20 นาทีแรก คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ก็เรียกใบเหลืองจากกองหลังของอาร์เจนตินาได้ถึง 2 คน คือ มาร์กอส โรโฮ และ นิโกลัส ตายาฟิโก้ 

ก่อนที่กองกลางอย่าง ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ และ เอเวร์ บาเนก้า จะโดนตามมาติดๆ ในช่วงท้ายครึ่งแรก และต้นครึ่งหลังตามลำดับ...

การที่ทีมฟ้าขาวมีผู้เล่นโดนใบเหลืองมากขนาดนั้น และแทบทุกคนเป็นนักเตะเชิงรับ ทำให้พวกเขาไม่สามารถตัดฟาวล์หนักๆ เวลา ฝรั่งเศส โจมตีเร็วได้ ทีมตราไก่จึงบุกโดยการใช้ผู้เล่นความสามารถเฉพาะตัวสูงพาบอลขึ้นไปเองได้ง่ายขึ้น


4. เมสซี่อยู่ห่างจากพื้นที่อันตราย

ฮอร์เก้ ซามเปาลี วางหมากให้ ลิโอเนล เมสซี่ รับบทกองหน้าตัวเป้าในระบบ 4-3-3 ในเกมนี้ 

แต่จากการที่ อาร์เจนตินา ไม่มีผู้เล่นที่สร้างสรรค์เกมจากแดนกลางขึ้นไปให้ เมสซี่ ได้ ทำให้ซูเปอร์สตาร์จาก บาร์เซโลน่า ต้องกลายเป็นรับบทเพลย์เมกเกอร์แทนซะอย่างนั้น

เมสซี่ ต้องถอยตัวเองฉีกออกไปยืนทางฝั่งขวาหลายครั้ง แถมบางจังหวะถึงกับลงต่ำไปถึงบริเวณกลางสนาม ทำให้ในกรอบเขตโทษของ ฝรั่งเศส ไม่มีนักเตะฝั่งตรงข้ามให้พะวง

กว่าที่ อาร์เจนตินา จะส่งกองหน้าจริงๆ อย่าง เซร์คิโอ อเกวโร่ ลงสนาม ฝรั่งเศส ก็กุมความได้เปรียบด้วยการพลิกกลับมานำได้แล้ว และแม้ เมสซี่ จะทำได้ 2 แอสซิสต์ ก็ยังช่วยอะไรไม่ได้ เมื่อทีมเสียไปถึง 4 ประตู

 

5. เอ็มบั๊ปเป้ โคตรโหด!!



แน่นอนว่าแมตช์วินเนอร์ตัวจริงของเกมนี้ หนีไม่พ้นดาวรุ่งวัย 19 ปี 6 เดือน อย่าง คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ที่เหมาคนเดียว 2 ประตู และเรียกจุดโทษให้ อ็องตวน กรีซมันน์ ซัดขึ้นนำอย่างรวดเร็ว

สปีดเหนือกว่านรกของดาวเตะจาก เปแอสเช ทำให้ ฝรั่งเศส ไม่มีปัญหาในการครองบอลได้น้อยกว่าคู่แข่ง โดยใช้วิธีกระชากกินแดนขึ้นมาแทนการผ่านบอล เปอร์เซ็นต์ครองบอลจึงดูเป็นรอง แต่เรื่องการสร้างจังหวะอันตราย ทีมตราไก่เหนือกว่าชัดเจน



เอ็มบั๊ปเป้ กลายเป็นนักเตะคนแรกในรอบ 60 ปี ที่ยิงได้ 2 ประตูในเกมน็อกเอาต์ฟุตบอลโลก ซึ่งก่อนหน้านี้มีคนเดียวที่ทำสถิตินี้ได้คือตำนานลูกหนังโลกอย่าง เปเล่ แห่งบราซิล เมื่อปี 1958

และความสุดยอดของสตาร์เจ้าของเสื้อเบอร์ 10 ทีมตราไก่ ก็คือเขามีโอกาสลุ้นประตู 2 ครั้ง สามารถยัดลูกบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายได้ทั้ง 2 หน!!

 

ลิโอเนล เมสซี่ เคยกล่าวเอาไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ว่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้ อาร์เจนตินา ไม่ใช่ทีมเต็ง และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะแค่ผ่านรอบแรกมาได้ ก็สะบักสะบอมไปเยอะแล้ว

ส่วน ฝรั่งเศส ที่จะต้องพบกับ อุรุกวัย ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก็คงต้องปรับฟอร์มการเล่นให้ดีกว่าเดิม เพราะบอกเลยว่า อุรุกวัย ชุดนี้ เป็นทีมที่ดีกว่าทีมฟ้าขาวมากทีเดียว...