Fact หลังเกม : 5 ปัจจัยพาเบลเยียมโค่นแซมบ้า 2-1 คู่เอกรอบ 8 ทีม

1 year ago
6,164 reads • 2,853 shares
Fact หลังเกม : 5 ปัจจัยพาเบลเยียมโค่นแซมบ้า 2-1 คู่เอกรอบ 8 ทีม
โดย:

5 ปัจจัยที่ทำให้ เบลเยียม เอาชนะ บราซิล 2-1 ในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบ 8 ทีมสุดท้าย

ถือเป็นเกมมันส์ระดับ 5 ดาวอย่างแท้จริง สำหรับคู่บิ๊กแมตช์ของศึก ฟุตบอลโลก 2018 รอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่ เบลเยียม เอาชนะ บราซิล 2-1 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

ทั้งสองทีมต่างงัดทีเด็ดจากผู้เล่นระดับโลกมาสู้กันอย่างดุเดือดตลอด 90 นาที และต้องบอกเลยว่า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะเมื่อคืนนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย

บราซิล มีสถิติที่เหนือกว่าอย่างชัดเจนด้วยซ้ำ หากวัดจากตัวเลขเพียวๆ ไม่ว่าจะโอกาสลุ้นประตู, จำนวนเตะมุม, จำนวนการผ่านบอล หรือเปอร์เซ็นต์ครองบอล 

แต่สิ่งที่ทำให้ เบลเยียม คว้าชัยชนะไปแบบต้องปรบมือให้ สรุปได้เป็น 5 ปัจจัยหลักๆ ได้ดังนี้...

 

1. หมากที่แยบยลของ มาร์ติเนซ

หากมองจากกราฟิกก่อนเริ่มเกม จะเห็นได้ว่า เบลเยียม ใช้ระบบ 3-4-2-1 เหมือนกับทุกนัดที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มทัวร์นาเมนต์ แต่รายละเอียดการยืนตำแหน่งของผู้เล่นจริงๆ ในสนาม แตกต่างจากกราฟิกมากทีเดียว

สำหรับเกมนี้ โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือชาวสแปนิชของ เบลเยียม ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ด้วยการปรับ 11 ตัวจริงให้ นาเซอร์ ชาดลี่ ที่ช่วยเกมรับได้ดีกว่า ยานนิค การ์ราสโก้ ได้ลงยืนวิงแบ็กซ้ายตัวจริงแทน

และอีกตำแหน่งคือการถอด ดรีส์ เมอร์เท่นส์ ตัวรุกจากนาโปลีออกไปนั่งสำรอง แล้วยัด มารูยาน เฟลไลนี่ เพื่อมาเพิ่มความรัดกุมในการตัดเกมแดนกลาง

จุดที่น่าสนใจคือตำแหน่งการยืนของ โรเมลู ลูกากู ไม่ได้ปักหลักอยู่ในกรอบเขตโทษ แต่เป็นการฉีกตัวเองไปยืนทางฝั่งขวา เพื่อให้ โธมัส เมอนิเย่ร์ รับผิดชอบกับเกมรับที่ต้องเจอกับทั้ง เนย์มาร์ และ มาร์เซโล่ ได้อย่างเต็มที่กว่าเก่า



เพราะหาก เบลเยียม ยังใช้ระบบเดิมคือ 3-4-2-1 ที่ให้วิงแบ็ก 2 ข้างรับบทหนักทางริมเส้น รับรองเลยว่า บราซิล จะมีพื้นที่โจมตีมากกว่านี้แน่ (ขนาดเมื่อคืน เบลเยียม รัดกุมมากแล้ว ทีมแซมบ้ายังบดจนเกือบไม่แพ้)

นอกจากนั้นแล้ว การไม่ใช้ ลูกากู ประจำอยู่ในกรอบเขตโทษ โดยฉีกออกไปทำทางให้เพื่อนอยู่ทางด้านกว้าง ก็เป็นการเปิดพื้นที่ให้ เควิน เดอ บรอยน์ และ เอแด็น อาซาร์ ตะลุยขึ้นไปข้างหน้าได้มากขึ้นด้วย และสุดท้าย 2 เพลย์เมกเกอร์ตัวเก่งจากพรีเมียร์ลีก ก็ต่างระเบิดฟอร์มเก่งออกมาได้พร้อมๆ กันในเกมนี้

 

2. "อาซาร์-เดอ บรอยน์" ท็อปฟอร์มทั้งคู่

อย่างที่บอกไปในข้อแรก แท็กติกที่ฉีก ลูกากู ออกไปยืนด้านกว้าง กลายเป็นการสนับสนุนให้ เดอ บรอยน์ และ อาซาร์ ได้โอกาสโชว์ความสามารถในการพาบอลขึ้นไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่มากขึ้น

และสุดท้าย จอมทัพจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รวมถึงปีกจอมพลิ้วจาก เชลซี ก็ต่างงัดพรสวรรค์ของตัวเองออกมาโชว์ได้อย่างไร้ที่ติ แท็กติกนี้ของ มาร์ติเนซ จึงกลายเป็นได้ผลเห็นๆ

อาซาร์ ที่มีพื้นที่ในการกระชากลากเลื้อย สามารถทำสถิติ เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งมากที่สุดในเกมเดียวของศึกฟุตบอลโลก (10 ครั้ง) 

ขณะที่ เดอ บรอยน์ ก็ได้วิ่งสอดขึ้นไปมีพื้นที่และเวลา ในการจับก่อนซัดเน้นๆ ให้ทีมได้ประตูที่ 2 โดยคนที่ทำแอสซิสต์ให้ก็คือ ลูกากู ที่ลากบอลขึ้นไปตั้งแต่กลางสนาม

แต่นอกจากจะยิงประตูสุดสวยแล้ว ความยอดเยี่ยมของ เดอ บรอยน์ คือการเคลื่อนที่หาพื้นที่รับบอล และพยายามวิ่งบีบเพรสซิ่งคู่แข่งอยู่ตลอด ทำให้ บราซิล ต้องพบกับงานที่ยากกว่าการเจอคู่แข่งทีมอื่นๆ

 

3. บราซิลขาด "คาเซมิโร่" ทำกลางยวบ

บางที การตัดเกมตรงกลางสนามของ บราซิล น่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ถ้าหาก คาเซมิโร่ มิดฟิลด์ตัวรับคนเก่งจาก เรอัล มาดริด ไม่ติดโทษแบน จนต้องส่ง แฟร์นันดินโญ่ ลงสนามแทน

แฟร์นันดินโญ่ เป็นกองกลางประเภทเชิงสูง อ่านทางบอลดี แต่ไม่ถนัดในการเข้าปะทะมากนัก และไม่ใช่นักเตะที่ตัวหนา จึงเข้าปะทะกับมิดฟิลด์คู่แข่งอย่าง มารูยาน เฟลไลนี่ หรือตัดเกมจากการพาบอลขึ้นมาของ อาซาร์ หรือ เดอ บรอยน์ ได้ไม่ดีเท่ากองกลางจากราชันชุดขาว

ด้วยสถิติการเข้าปะทะสำเร็จของ คาเซมิโร่ ที่ทำได้สูงถึง 4.3 ครั้งต่อนัด รับรองได้เลยว่าถ้าเขาพร้อมลงเล่น น่าจะทำให้เกมแดนกลางของ เบลเยียม เล่นยากกว่านี้แน่



เท่านั้นไม่พอ แฟร์นันดินโญ่ ยังโชคร้ายที่จังหวะกระโดดโหม่งสกัดลูกเตะมุมช่วงต้นเกม บอลดันไปโดนไหล่เขาเปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเองไปซะอีก

ซึ่งการโดนนำก่อน ไม่ใช่สถานการณ์ที่กุนซือ ติเต้ ของทัพเซเลเซาคุ้นเคย เพราะตั้งแต่ออกสตาร์ทรอบแบ่งกลุ่ม บราซิล จะเป็นฝ่ายนำคู่แข่งก่อนตลอด ยิ่งจบครึ่งแรกตามหลัง 2 ลูก การแก้เกมก็ยิ่งยากมากขึ้นด้วย

 

4. ดั๊กลาส คอสต้า ไม่ได้ลงมาตั้งแต่แรก

ในครึ่งหลัง เกมรุกของ บราซิล วูบวาบมากขึ้นกว่าในครึ่งแรกอย่างเห็นได้ชัด เพราะการลงมาของ ดั๊กลาส คอสต้า ปีกถนัดซ้ายจาก ยูเวนตุส ที่ทำให้การโจมตีริมเส้นดูหลากหลายกว่าเดิม 

คอสต้า หาโอกาสยิงตรงกรอบได้มากกว่านักเตะทีมแซมบ้าทุกคน ทั้งที่ลงมาเป็นตัวสำรอง (ได้ยิง 4 ครั้ง ตรงกรอบไป 3) แถมยังเลี้ยงผ่านคู่แข่งอีกถึง 3 ครั้ง สร้างโอกาสให้เพื่อนอีก 2 หน

เมื่อเทียบกับปีกที่ได้ลงตัวจริงก่อนอย่าง วิลเลี่ยน ที่ฟอร์มฝืดสนิทในเกมนี้แล้ว ก็น่าคิดเหมือนกันว่า ถ้าคนที่ได้ลงสนามก่อนเป็น คอสต้า ไม่แน่ว่าทีมที่จบครึ่งแรกด้วยสกอร์นำ อาจเป็น บราซิล ก็ได้!!

 

5. "ซูเปอร์แมน" กูร์กตัวส์!!


สถิติระบุว่า เบลเยียม ยิงตรงกรอบ 3 ครั้ง ได้ 2 ประตู แต่ว่า บราซิล ยิงตรงกรอบ 9 ครั้ง ได้แค่ ประตูเดียว 

นี่คือหลักฐานว่า จุดแตกต่างที่ตัดสินผลการแข่งขัน คือผลงานของผู้รักษาประตู...

และเกมนี้ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ได้ทำลายสถิติ เซฟมากที่สุดในเกมเดียวของศึกฟุตบอลโลก 2018 (9 ครั้ง) โดย 1 ในนั้นคือการปัดลูกครอสที่อันตรายสุดๆ ออกมาได้ (ไม่ใช่ลูกยิงตรงกรอบ)

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จังหวะพุ่งปัดลูกปั่นโค้งเกือบเสียบเสาไกลของ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ในครึ่งแรก และบินปัดลูกยิงเกือบเสียบใต้คานของ เนย์มาร์ ในช่วงทดเจ็บครึ่งหลัง ต้องใช้คำว่า "เหลือเชื่อ" จริงๆ

คงไม่เป็นการพูดเกินเลยไปนัก ว่า เบลเยียม อาจถึงขั้นแพ้ได้ หากไม่ได้ฟอร์มหนึบเหนือมนุษย์ของนายด่านเชลซีคนนี้

 

จากการที่ บราซิล หยุดเส้นทางใน ฟุตบอลโลก 2018 ไว้แค่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ทำให้นี่คือฟุตบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ทีมในรอบรองชนะเลิศ ไม่มีชื่อของ บราซิล, อาร์เจนตินา และ เยอรมนี พร้อมกัน

และทำให้ฟุตบอลโลกปีนี้ เป็นอีกครั้งที่ แชมป์จะเป็นชาติจากยุโรปแน่นอน และบางทีทีมแชมป์อาจเป็น เบลเยียม ทีมนี้เลยด้วย!!