Coca Cola
Yamaha

Fact หลังเกม : 5 ปัจจัย เชลซี พ่ายเรือใบคาบ้าน 0-1

2 weeks ago
6,020 reads • 2,081 shares
Fact หลังเกม : 5 ปัจจัย เชลซี พ่ายเรือใบคาบ้าน 0-1
โดย:

5 ปัจจัยสำคัญ ที่ เชลซี ต้องพ่ายแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คาบ้าน 0-1 บิ๊กแมตช์พรีเมียร์ลีก

ศึกบิ๊กแมตช์พรีเมียร์ลีก เมื่อคืนที่ผ่านมา จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของ เชลซี และเป็นการส่ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับขึ้นไปนำจ่าฝูงของตารางอีกครั้ง ก่อนเข้าสู่ช่วงเบรกทีมชาติ

เป็นเกมที่ทีมเรือใบสีฟ้าเล่นได้เหนือกว่าอย่างเป็นเอกฉันท์ ด้วยสถิติการครองบอลที่เหนือกว่ามาก (เชลซี 38% - แมนฯ ซิตี้ 62%) และโอกาสลุ้นประตู ที่ทีมเยือนเหนือกว่าเกิน 4 เท่า (4 ต่อ 17)

5 ปัจจัยทำให้แชมป์เก่า ต้องปราชัยแบบแฟนบอลต้องปวดใจ มีอะไรบ้าง มาดูกัน...

 

1. จัดทีมแบบกลัวคู่แข่งเกินไป

อันโตนิโอ คอนเต้ ยังวางระบบ 3-5-1-1 เหมือนนัดบุกชนะ แอตเลติโก มาดริด 2-1 โดยหวังว่า การอัดมิดฟิลด์ตัวกลางเข้าไป 3 คน จะช่วยให้ทีมไม่เป็นรอง แมนฯ ซิตี้ ตรงกลางสนาม

อย่างไรก็ตาม มีการเปลี่ยนตัววิงแบ็กขวา จาก วิคเตอร์ โมเสส ที่ลงตัวจริงเมื่อคืนวันพุธ เป็นขยับ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า จากตำแหน่งเซนเตอร์ตัวขวาขึ้นไปยืนแทน เพื่อหวังป้องกัน มากกว่าจะหาโอกาสโจมตีทางด้านกว้าง

ด้วยเหตุนี้ แผงแบ็กทรีจึงต้องส่ง อันเดรียส คริสเตนเซ่น ลงตัวจริงร่วมกับ แกรี่ เคฮิลล์ และ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ เนื่องจาก ดาวิด ลุยซ์ ก็ติดโทษแบนนัดนี้

การเล่นแบบเน้นตั้งรับเกินไป ทั้งที่ได้เล่นในบ้าน ทำให้ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มีโอกาสครองเกมมากกว่า และค่อยๆ บุกนวดจนยิงประตูได้ในที่สุด

 

2. เปลี่ยนตัวดอกแรกผิด ทำพังหมด

เมื่อ อัลบาโร่ โมราต้า เจ็บจนเล่นไม่ไหวในนาที 35 ว่าแย่แล้ว แฟนสิงห์บลูส์ต้องปวดตับยิ่งกว่า เมื่อคนที่ลงมาแทนคือ วิลเลี่ยน แทนที่จะเป็น มิชี่ บาตชูอายี่ ที่เล่นตำแหน่งเดียวกับหัวหอกทีมชาติสเปน

เวลาเกือบ 40 นาที (10 นาทีท้ายครึ่งแรก บวกกับ 28 นาทีแรกครึ่งหลัง) ที่ เชลซี ไม่มีกองหน้าธรรมชาติอยู่ในสนาม เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครเป็นคนที่รอเก็บบอลจากเพื่อนข้างหน้าเลย

ด้วยเหตุนี้ การครอสของ เชส ฟาเบรกาส และ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ที่วางยาวไปคนละ 4 ครั้ง เท่ากันในเกมนี้ จึงหวังอะไรไม่ได้

ส่วน วิลเลี่ยน ที่พอลงไปแล้วอยู่ในสนามจนจบเกม ก็ทำตัวน่าผิดหวังซะเหลือเกิน เมื่อไม่สามารถหาจังหวะยิง และสร้างโอกาสให้เพื่อนได้แม้แต่ครั้งเดียว 

กว่าที่ เปโดร โรดริเกซ กับ มิชี่ บาตชูอายี่ จะได้ลงเล่นพร้อมกันในนาที 73 ทีมก็ตกเป็นฝ่ายตามหลังซะแล้ว 

 

3. "เดลฟ์" เจอโจทย์ไม่ยาก

ฟาเบียน เดลฟ์ ที่ได้รับบทแบ็กซ้ายจำเป็นให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แทนที่ เบนฌาแม็ง เมนดี้ ที่ปิดเทอมยาว กลายเป็นอีกหนึ่งแข้งทีมเยือนที่งัดฟอร์มเด่นออกมา เมื่อเป็นผู้เล่นที่เข้าปะทะมากที่สุด (5 ครั้ง) และตัดบอลได้มากที่สุดของเกม (3 ครั้ง)

แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเมื่อคืนนี้ เขาไม่เจอความกดดันจากตัวริมเส้นฝั่งขวาของเจ้าถิ่นมากเท่าไร เนื่องจาก เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ออกแนวเน้นเกมรับดี เปิดแม่น มากกว่าเป็นตัวกระชาก

อันที่จริง อันโตนิโอ คอนเต้ มีตัวเลือกที่น่าจะสร้างความแตกต่างทางกราบขวาได้บ้าง บนม้านั่งสำรองถึง 2 คน คือ วิคเตอร์ โมเสส กับ ดาวิเด้ ซัปปาคอสต้า แต่ 2 คนนั้นก็ไม่ได้รับโอกาสลงสนามแม้แต่วินาทีเดียว

ยิ่ง วิลเลี่ยน ทำผลงานน่าหดหู่เข้าไปอีก กลายเป็นการสนับสนุนให้ เดลฟ์ ได้รับคำชมล้นหลามกับบทบาทแบ็กซ้ายซะงั้นไป

 

4. เรือใบฟิตกว่าเยอะ

ในขณะที่ทีมสิงโตน้ำเงินคราม ต้องบินไปสเปน เพื่อสู้กับทีมแกร่งอย่าง แอตเลติโก มาดริด ในคืนวันพุธ...

แต่ในวันนั้น ทางฝั่ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปักหลักลงเตรียมทีมสำหรับเกมนี้ได้ก่อน โดยไม่ต้องเดินทางออกนอกประเทศ เพราะเปิดบ้านชนะ ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค 2-0 ตั้งแต่คืนวันอังคาร

เชลซี ที่แพ้ทางทีมเล่นเพรสซิ่งเป็นทุนเดิม จึงเสียเปรียบแดนกลางเรือใบสีฟ้า ที่เข้าบีบเร็วและผ่านบอลจังหวะเดียวแม่นกว่าเข้าไปใหญ่ แต่พอทีมเยือนได้ครองบอล นักเตะเจ้าบ้านก็ขาดพละกำลังในการวิ่งบีบแย่งบอลคืนมาเร็วๆ

ทีมเยือนจึงผ่านบอลให้กันได้แบบสบายๆ อย่างกับเล่นลิงชิงบอล สถิติหลังจบเกมระบุว่า แมนฯ ซิตี้ ผ่านบอลรวมกันถึง 656 ครั้ง แต่ เชลซี ทำได้เพียง 395 ครั้ง เท่านั้น


5. "เดอ บรอยน์" โคตรเทพ


แฟนบอล เชลซี คงเจ็บใจไม่หายที่ทีมเคยขาย เควิน เดอ บรอยน์ ออกไปให้ โวล์ฟสบวร์ก เมื่อเดือนมกราคม 2014 หลังจากปัจจุบัน หมอนี่กลายเป็นหนึ่งในคู่แข่งที่ฝีเท้าดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก

เดอ บรอยน์ สร้างโอกาสได้มากที่สุดของเกม และมากกว่านักเตะเชลซีทั้งทีมทำได้รวมกันเมื่อคืนด้วยซ้ำ

เมื่อบวกกับการซัดประตูชัยสุดสวย ตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ จึงไม่มีใครมาแย่งดาวเตะเบลเยียมไปได้

 

อย่างไรก็ตาม เกมลีก 3 นัดข้างหน้า ที่ เชลซี จะได้พบกับ คริสตัล พาเลซ, วัตฟอร์ด และ บอร์นมัธ ถือว่า อันโตนิโอ คอนเต้ สามารถคาดหวังได้ถึงการเก็บ 9 แต้มเต็มได้ไม่ยาก

และถ้าทำได้สำเร็จ ความเชื่อมั่นของทีมจะกลับมาแน่ ในเกมหนักอีกครั้ง ที่จะเปิดบ้านรับมือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้นเดือนพฤศจิกายนนี้